อานิสงส์ของการสวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก - dhamafortune

Newsletter Email Subscription *
English
Go to content

Main menu:

อานิสงส์ของการสวดยอดพระกัณฑ์ไตรปิฏก

ธรรมะ


ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฏกนี้ ถ้าผู้ใดได้สวดภาวนาทุกเช้าค่ำแล้วผู้นั้นจะไม่ตกอบายภูมิ แม้ว่าได้บูชาไว้กับบ้านเรือนก็อาจจะป้องกันอันตรายต่าง ๆ จะภาวนาคาถาอื่นสักร้อยและหมื่นปี อานิสงส์ยังไม่เท่าภาวนาพระคาถานี้ครั้งหนึ่ง แม้ว่าอินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ที่มีฤทธิ์จะเนรมิตแผ่นอิฐ แผ่นทองคำ ก่อเป็นพระเจดีย์แต่มนุษย์โลกขึ้นไปถึงพรหมโลก อานิสงส์ก็ไม่เท่าภาวนาพระกัณฑ์ไตรปิฏก และอธิบายคุณความดีไว้ในต้นฉบับเดิมนั้นยังมีอีกหลายประการ
หลวงพ่อสมศรี สิริปัญโญ


ถ้ำคูหาสวรรค์ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา


(ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมกันคัดลอกและจัดพิมพ์เพื่อประโยชน์ต่อมนุษย์ที่ยังจมปรักอยู่ในวัฏฏะ ที่จะได้นำไปใช้สวดเพื่อสร้างดวงตาแห่งธรรมของตัวเอง ก่อนที่จะหมดโอกาส)(ผู้เขียน)
การวิเคราะห์เรื่องการเกิดบุญกุศลต่าง ๆ(ผู้เขียน)(ความคิดเห็นของศิษย์)
ตามที่หลวงพ่อสมศรี ศิริปัญโญ ท่านยืนยันถึงอานิสงส์ของการท่องพระคาถายอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎก


และในส่วนที่อธิบายถึงคุณความดีที่บันทึกไว้จากตันฉบับเดิมนั้น คำอธิบายตรงส่วนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเริ่มมีการบันทึกกันมาตั้งแต่สมัยใด อาจมีมาตั้งแต่การเปิดกรุ หรือบันทึกภายหลังการเปิดกรุหรือภายหลังจากการนำไปใช้สวด


การวิเคราะห์ต่อไปถึงบุคคลผู้บันทึก ท่านบันทึกเป็นอุปมาอุปมัยเปรียบเทียบว่าได้บุญยิ่งกว่าการสร้างเจดีย์ด้วยอิฐทองคำ เป็นต้น คำเหล่านี้หาที่ไปที่มาที่มีเหตุผลมาอธิบายไม่ได้ เราก็ไม่อาจรู้ว่าท่านพูดผิดหรือถูก


แต่ถ้ากลับมาคิดเรื่องพระภิกษุ ท่านเป็นผู้มีศีลท่านจะโกหกไม่ได้ และยิ่งเป็นหลวงพ่อสมศรี ศิริปัญโญ ประวัติความเที่ยงตรงในธรรมะในอดีตของท่านไม่ใช่เรื่องธรรมดา ท่านเป็นผู้ปฏิบัติที่เคร่งครัดมาก ในส่วนนี้ทำให้คำรับรองว่าเกิดอานิสงค์ของท่านมีน้ำหนัก ซึ่งก็น่านำมาคิดไตร่ตรองดู แต่ถ้าว่าจากประสบการณ์ของผู้เขียนขณะนอนพักอยู่ที่อำเภอแม่สอด มีความรู้สึกว่าได้ยินเสียงบอกว่าพรุ่งนี้ช่วยมาสวดยอดพระกัณฑ์ให้ฟังหน่อยนะ ดังนั้นเมื่อถึงแหล่งแร่เงินที่อำเภอท่าสองยางจึงได้สวดให้เขา และอีกเรื่องหนึ่งบ้านของผู้เขียนอยู่ลาดปลาเค้า อ.บางเขน ใต้ดินหลังบ้านเป็นหลุมศพโจรที่ถูกรุมฆ่ามาตั้งแต่สมัยโบราณ และวิญญานของโจรแสดงตัวอยู่เสมอเป็นปรกติเช่น การส่งเสียงดัง การโดดน้ำ หลังจากได้สวดเหตุการณ์เหล่านี้ได้เงียบหายไป เหลือแต่เพียงการถูกปาบ้านถ้าถึงเวลาสวดมนต์แล้วไม่สวด


จากผู้อาศัยอยู่ในโลกทิพย์


ความ จริงแล้วเรื่องการสวดมนต์ได้บุญนั้นถ้าจะพูดกันอย่างเปิดเผยหรือสูงสุดทาง ด้านความจริงของโลกธาตุและจะต้องไม่กลัวคนเขาจะว่าเราบ้าหรือเพี้ยน เพราะประสิทธิภาพการรับรู้ความจริงของคนไม่เท่ากันในภาษาพระท่านเรียกว่า ปัจจะตัง หรือ รู้ได้เฉพาะตน เปรียบเสมือนเต่านำเรื่องราวบนบกไปเล่าให้ปลาฟังปลาก็ไม่เชื่อ


การสวดมนต์ที่ว่าได้บุญนั้นเนื่องจากโลกมนุษย์ ลับแล ยักษ์ นาค เทวดา พรหม ฯลฯ (รายละเอียดส่วนนี้จะอธิบายภายหลังเพราะเป็นเรื่องที่สำคัญและยาว) นั้นใช้สถานที่เดียวกันเหมือนซ้อนกัน ดังนั้นเวลาเราสวด โลกของเขาได้ยินด้วยและข้อมูลในการสวดเป็นข้อมูลสำคัญที่จะนำไปใช้ในการหลุดพ้นออกจากที่จองจำหรือเรียกว่าคุกก็คงไม่ผิด เพราะประชากรที่อยู่ในโลกเหล่านั้นอยู่เป็นเวลานาน เมื่อหมดกำลังบุญที่จะอยู่อาศัยก็ต้องตกต่ำลงเรื่อยๆจนถึงนรกอเวจีเป็นที่สุด ถ้าไม่สร้างบุญเพิ่มเติมเพื่อค้ำหรือประคับประคองไว้ ยิ่งมีอายุอยู่นานมากๆเช่นบางโลกประชากรมีอายุหลายกัปป์หลายกัลป์ยิ่งมีโอกาสลืมได้สูงมากขึ้น เรื่องที่ ลืมได้แก่เรื่องความมั่นคงในการอยู่อาศัยในโลกนั้น การหมดบุญแล้วต้องจะตกลงสู่ภพภูมิที่ต่ำกว่า การทำบุญสามารถจะค้ำให้อยู่ที่เดิม ทฤษฎีหรือวิธีปฎิบัติของกายและใจที่สามารถออกจากระบบของวัฏฏะสงสาร


เพราะเหตุใดถึงลืมอันนี้เนื่องจากการที่อาศัยอยู่ในโลกที่มีความจริงครึ่งเดียว หรือเรียกว่าโลกที่ไม่สมบูรณ์ก็ได้ เช่น การมีอายุยืนมากเกินไปไม่รุ้จักตาย การมีแต่ความเย็นสะบายไม่รู้จักความร้อนของแสงแดด การมีแต่ความอิ่มไม่รู้จักความหิว การเดินทางไปที่แห่งใดก็เหาะไปได้ดังใจ การมีความสมหวังทุกอย่างในความรักและกามารมณ์ ไม่มีความเสียใจและปวดร้าวผิดหวังจากความรัก เป็นต้น


การมีความจริงครึ่ง เดียวเช่นนี้เป็นภัยทำให้ผู้อาศัยในโลกนั้นเกิดการลืมความเป็นจริงทั้งหมด ของโลกธาตุคือความไม่เที่ยงจึงไม่ขนขวายหลีกหนีภัย ประชากรส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตอย่างสำราญจนหมดบุญจาก โลกธาตุส่วนบน(เขตแดนสวรรค์)แล้วจึงตกต่ำลงไปบังเกิดในโลกธาตุส่วนล่าง(เขต แดนนรก)ของวัฏฏะจักรตามลำดับ และเมื่อรู้ตัวจากความทุกข์ทรมานอันนานแสนนานจากแดนนรกจนหมดบาป จิตจะสำนึกได้เกิดความเกรงกลัวต่อบาปต่อกรรมการกระทำผิด เริ่มจะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเป็นบุญเป็นกุศล ไต่ขึ้นสูงจากนรกมาบังเกิดในแดนสวรรค์วนเวียนขึ้นลงอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบรู้สิ้น ตราบใดที่ยังไม่ออกไปจากวัฏฏะจักร ซึ่งต้นเหตุหลักของการเวียนว่ายนั้นคงหนีไม่พ้นเรื่องเพศตรงข้ามซึ่งมีผลมากที่สุด ที่ฉุดรั้งจิตใจของบรรดาสัตว์ให้ยินดีอยู่ในกงล้อของวัฏฏะเหมือนดังคำกลอนที่ว่า”อันที่จริงหญิงก็ม้วยลงด้วยชาย ชายก็ตายลงด้วยหญิงจริงดังนี้” ดังเราจะมองเห็นได้ เช่น ความรักระหว่างเพศตรงข้ามที่โหยหากันและกันและหวังที่จะอยู่ร่วมกันชั่วนิรันดร์ การเสพกามที่ยิ่งเสพก็ยิ่งหิวไม่มีคำว่าพอหรืออิ่ม ความประทับใจในการมีเพศสัมพันธ์ของบรรดาสัตว์ฝังลึกซ่อนไว้ในจิตใจ ความอ่อนแอในการตัดสินใจละทิ้งกิเลสตัณหา ของนักปฏิบัติ การผลัดวันประกันพรุ่งในการปฏิบัติธรรม ปัญหาเหล่านี้ ล้วนเป็นเหตุผลที่ ทำให้สัตว์ตกเป็นนักโทษของวัฏฏะจักร


แต่สำหรับบรรดาสัตว์ที่เป็นนักปราชญ์ ที่อาศัยอยู่ในโลกที่ไม่สมบูรณ์ซึ่งไม่ถูกครอบงำด้วยกิเลสและตัณหา หรือมีกิเลสตัณหาเบาบาง มีความเข้าใจปัญหาและคิดอยากหลุดพ้น จึงให้ความนับถือและอยากฟังทฤษฎีของโลกธาตุ(ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎก)ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นวิชาการ ให้ความรู้สึกเหมือนได้อยู่ใกล้พระพุทธเจ้าเวลาได้ยินบทสวด และเกิดกำลังใจในการปฏิบัติของตัวเองเพื่อการหลุดพ้น และยังมีบางส่วนที่หวังจะมาเกิดในโลกที่สมบูรณ์(โลกมนุษย์) ซึ่งมีทั้งสุขและทุกข์ ด้วยความตั้งใจสองประการ คือมาช่วยเหลือผู้อื่นหรือเรียกว่ามาหาที่สร้างบุญ อย่างหนึ่ง และมาเล่าเรียนความจริง ความเจ็บปวด ความเสียใจ ความทุกข์ ทรมาน เพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจออกจากวัฏฏะ


เหตุดั่งนี้เองการสวดทฤษฎีของโลกธาตุจึงมีความสำคัญต่อผู้ต้องขังที่เป็นนักปราชญ์ ได้หลุดพ้น และเหตุที่ตัวผู้สวดทำให้ผู้อื่นหลุดพ้นก็เป็นผลที่จะทำให้ผู้สวดต้องหลุดพ้นไปกับเขาด้วย อันนี้เป็นประการหนึ่ง


อีกประการหนึ่งโลกเป็นสาธารณะดังนั้นธาตุทั้งหมดของโลกจึงเป็นสาธารณะด้วย สำหรับธาตุที่เป็นส่วนประกอบของร่างกายมนุษย์ในแต่ละคนนั้นอาจเคยเป็นส่วนประกอบของร่างกายพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งองค์ใดในอดีตก็ได้ เพราะธาตุนี้อยู่เป็นนิรันดร์ เหตุดังนั้นเวลาสวดจึงทำให้ธาตุที่เคยเป็นร่างของพระพุทธเจ้ามีพลังงานเหมือนเป็นองค์ของพระพุทธเจ้าขณะดำรงพระชนม์ชีพอยู่ เมื่อมีกายของพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในร่างของผู้สวด จึงทำให้ผู้สวดมีร่างทิพย์ไม่เจ็บป่วย หรือเหนือกาลเหนือเวลาไม่แก่เหมือนคนสามัญ หรือประสบแต่ความมีโชคดี ความสำเร็จสมปรารถนา หรือมีการกล่อมเกลาระดับจิตให้พอเพียงที่จะไปจุติยังโลกทิพย์สรวงสวรรค์เป็นเทพบุตร เทพธิดา เป็นพรหม หรือสุดท้ายไปสู่ดินแดนโลกุตตะระหรือนิพพานได้(อย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมด)
(เหตุผล ในข้อนี้ผู้เขียนพูดไม่จริงทั้งหมด ความจริงทุกชีวิตมีกายของพระพุทธเจ้าอยู่ในกายอยู่แล้ว เพราะก่อนการระเบิดครั้งใหญ่(บิกแบง)ทุกสิ่งหรือทุกชีวิตรวมกันอยู่เป็น หนึ่งเดียวกัน ณ เวลาเป็นสูญ หรือเวลาไม่เดิน หรือเวลาปัจจุบัน ซึ่งถ้าจิตของสัตว์โลกสัมผัสเวลาปัจจุบัน หรืออยู่ในเวลาปัจจุบัน ก็เท่ากับอยู่ในสภาวะเวลาเป็นสูญจะสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องหายใจ หรือมีอายุยืนเป็น ๑๐๐๐ ปี และหรือแสดงฤทธิ์ต่างๆ เช่นเหาะเหิร เดินอากาศ ล่องหนหายตัว (ต้องแยกพวกใช้ของวิเศษ หรือ คาถาอาคมที่ใช้ผีครูหรือผู้วิเศษเป็นตัวช่วย)ได้ เพราะกระทำอยู่ในโลกสมมุติ ซึ่งขณะนั้นตัวเองอยู่ในสภาวะชนะหรือเหนือสมมุติหรืออยู่ในฐานะผู้สร้างสมมุติ ในเวลาเป็นสูญก็คือสภาวะนิพพาน สภาวะนิพพานคือสภาวะเวลาไม่เดิน หรือสภาวะก่อนบิกแบงระเบิด หรือเป็นสภาวะที่ยังไม่สร้างสิ่งสมมุติ คือโลกธาตุต่างๆทั้งฝั่งมวลสารบวกและฝั่งมวลสารลบ)
อีกประการหนึ่งเกี่ยวกับจิตผู้สวดเองที่ได้เคยท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏะเป็นเวลาช้านานในโลกธาตุนี้ชั่วกัปป์ ชั่วกัลป์ โดยเข้าไปอาศัยธาตุของโลกนั้นๆ เช่น พรหม เทวดา ยักษ์ นาค ลับแล มนุษย์ นรก อเวจี ทำการเกิดและเวียนว่ายจนหมดบุญหรือหมดบาป จึงจะเปลี่ยนโลกหรือที่เกิดต่อไป ต้องทนทุกข์อย่างแสนสาหัสในแดนนรก และได้รับความสุขความสำราญในสรวงสวรรค์ เคยเกิดเป็นพรหมตลอดจนถึงสัตว์ต่างๆ หลายครั้งหลายหน ผ่านเรื่องราวทั้งร้อนและหนาว ความสุขและความทุกข์ เผชิญกับความเจ็บปวดความดีใจความเสียใจซ้ำแล้วซ้ำอีก ตรงประเด็นที่ว่าซ้ำแล้วซ้ำอีกนี่เองเมื่อหลายครั้งขึ้นจิตจึงพยายามจดจำเพื่อหลีกหนีเรื่องเลวร้าย ความพยายามจดจำนี้มีการส่งผ่านจากชาติหนึ่งสู่ชาติหนึ่ง มนุษย์มีความสามารถในการจำได้ไม่เท่ากัน สำหรับบางคนที่มีบารมีสูงจะสามารถจำได้มาก (ที่เรียกว่าระลึกชาติได้) สรุปรวมเรียกว่าผู้มีบุญมาเกิด บางทีเอาวิชาการที่เคยเรียนรู้มาจากชาติอดีตมาใช้ในชาติปัจจุบันทำให้เรียนอะไรก็เข้าใจไปหมด หรือไม่ต้องเรียนก็รู้ได้เอง บางคนมีญานพิเศษมีหูทิพย์ตาทิพย์ติดตัวมา บางคนก็มีเทพเจ้าติดตามมาสั่งสอนเหมือนเป็นพี่เลี้ยง บุคคลเหล่านี้ท่านเรียกว่าบัวพ้นน้ำไม่ค่อยหลงทาง แต่สำหรับมนุษย์ธรรมดาเมื่อมาท่องบ่นทฤษฎีโลกธาตุ ถ้าไม่บาปจนเกินไปนัก ก็อาจมีโอกาสต่อเชื่อมทางด้านวิชาการและการปฏิบัติ อันอาจนำมาซึ่งความรู้และความเข้าใจที่ใกล้ต่อสภาวะความหลุดพ้น อันนี้เป็นประการหนึ่ง


เหตุผลอีกประการหนึ่งถ้าจะไม่กล่าวถึงอาจจะทำให้ข้อเขียนนี้ไม่สมบูรณ์ในเรื่องของอานิสงค์หรือความดีที่จะเกิดกับตัวผู้สวดคือ ผู้สวดจะได้รับพลังอธิษฐานจิตของผู้หลุดพ้นหรือใกล้ต่อสภาวะความหลุดพ้น ที่ปรารถนาหรือตั้งจิตว่าบุคคลใดที่ได้สวดมนต์บทนี้ขอให้บุคคลนั้นจงได้รับแต่ความสุขความเจริญ ร่ำรวย สมความมุ่งมาดปรารถนา ปราศจากโรค ปราศจากภัย ศัตรูหมู่มารที่จองผลาญจงพินาศ และขอให้จิตของผู้สวดเข้าใจในการปฏิบัติเพื่อการหลุดพ้น และจงหลุดพ้นออกจากวัฏฏะสงสารนี้ ด้วยเทอญ


เหตุผล ในประการสุดท้ายนี้ผู้เขียนยังไม่อยากให้ผู้อ่านเชื่อแต่อยากให้ผู้อ่านลอง สังเกตุดูความเปลี่ยนแปลงหลังจากการสวดว่าเป็นจริงตามที่ว่านี้หรือไม่ ตรงนี้เราซ่อนเอาไว้ สามารถแยกออกเป็น ๒ ประเด็น ประเด็นแรกถ้าเป็นจริงว่ามีผู้อธิษฐานจิตไว้ก็เป็นจริงตามนั้น ประเด็นที่สองถ้าไม่มีผู้อธิษฐานจิต (ตรงส่วนนี้ผู้เขียนขออภัยต่อผู้ที่ปลุกเศกพระคาถาบทนี้ ที่ล่วงเกินท่านว่าท่านไม่ได้ปลุกเศก) ผู้เขียนก็หลอก แต่การหลอกของผู้เขียนเปิดเผยภายหลังการอ่าน แบบนี้ทำให้คำอวยพรเป็นจริงไปแล้ว เพราะเหตุใด เนื่องจากเหตุผลที่ว่าคำอวยพรนั้นจะนำจิตของผู้อ่านให้สร้างหรือหลงอวยพรให้ตัวเอง จะเห็นว่าทั้งสองประเด็นผลของคำอวยพรเป็นจริง เพราะ ผู้สวดเป็นธรรมชาติ และหรือถ้ามีผู้อธิษฐานจิตก็เป็นธรรมชาติก็ต้องเป็นจริงอย่างว่านั้นเหตุผล ทั้งหมดอยู่บนฐานที่ว่าธรรมชาติคิดสิ่งใดย่อมเป็นธรรมชาติ


เหตุผล ทั้งหมดดังได้เขียนมานี้(เฉพาะความคิดเห็นของศิษย์)สืบเนื่องมาจากคำ สรรเสริญอานิสงค์ของการสวดยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎกที่โบราณกล่าวว่ามีค่าบุญ บารมียิ่งกว่าการสร้างเจดีย์ด้วยอิฐทองคำสูงจากมนุษย์โลกถึงพรหมโลก ถึงแม้คำอธิบายในเหตุต่างๆของการได้บุญฟังดูก็อาจมีเหตุผล ผู้เขียนก็ยังไม่อยากให้ผู้อ่านเชื่อเพราะการเชื่อจากคำบอกเล่าเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ต้องเชื่อจากการพิจารณาไตร่ตรอง ค้นคว้าของตัวผู้อ่านเอง โดยข้อเขียนนี้ต้องการให้เพียงรับฟังไว้ และแสดงเพียงโอกาศความเป็นไปได้ และรูปแบบในการคิด ซึ่งทั้งหมดนี้ปรารถนาความคิดเห็นของผู้อ่าน ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าไม่เห็นด้วยก็อย่ากังวลใจเลยกับบทความที่ไร้ค่านี้

 
Back to content | Back to main menu