บุญ - dhamafortune

Newsletter Email Subscription *
English
Go to content

Main menu:

บุญ

ธรรมะ


« เหตุเพราะบุญเก่ามากพอหรือกรรมเก่าฝ่ายดีตามส่งผลในชาตินี้การให้ทานพร้อมด้วยใจที่มีกำลังทำให้รวย »
เหตุเพราะรู้จักการสร้างบุญบารมีที่ถูกต้อง
กรกฎาคม 3, 2014 โดย ธ. ธรรมรักษ์
คนที่จะเจริญและร่ำรวยได้ ต้องมาจากการที่มีบุญเก่าและบุญใหม่มีกำลังมากพอที่จะส่งให้พบกับความสุข เมื่อมีความสุขก็จะนำไปสู่ความเจริญ ฉะนั้นเรื่องของการสร้างบุญด้วยการทำกรรมดีนั้นจึงถือเป็นอีกเรื่องที่สำคัญเหตุเพราะรู้จักการสร้างบุญบารมีที่ถูกต้อง


สำหรับคนที่ฉลาดในการสร้างบุญนั้น เขาจะรู้จักการสร้างบุญเพื่อให้ตัวเองได้ใช้ในชีวิตทั้งในระยะสั้น ระยะยาว คนที่ไม่รู้จักบุญ คือ คนที่ปิดกั้นความเจริญด้วยมือของตัวเอง


ความฉลาดที่ว่านี้ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ไม่ดี เป็นเรื่องที่สอนให้คนคิดเอาเปรียบกันแต่อย่างใด แต่เป็นเผยแพร่ความรู้ เพื่อนำมาสู่การรอบรู้อย่างลึกซึ้ง มีความรู้เต็มรอบถึงที่มา ที่ไป ถึงเหตุและผล การสร้างบุญที่ถูกต้องและได้ผลของบุญ ซึงเรืองเหล่านี้ต้องยึดถือหลักพระพุทธศาสนาเป็นหลักในการสร้างบุญบารมีเท่านั้


การสร้างบุญบารมีที่ถูกต้องต้องมาจากการทาน ศีล ภาวนา ที่เป็นบันไดสามขั้นในการสร้างบุญบารมีทางพระพุทธสาสนา ทุกคนทำบุญเพื่อให้ใจสบาย มีความสุข ทำให้ใจมีกำลังที่จะทำกิจการใดๆ ก็ตามแบบปลอดโปร่งโล่งสบายไม่ติดขัด และมีหลักในการดำเนินชีวิตที่เป็นสุขในชาติปัจจุบัน


การทำบุญช่วยทำให้ใจเป็นอิสระ พร้อมจะก้าวต่อไปในคุณความดีอย่างอื่น หรือเปิดช่องให้นำเอาคุณสมบัติอันดีงามอื่นๆมาใส่เพิ่มเติมแก่ชีวิต เป็นการยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น


ขณะเดียวกัน บุญก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดภาวะน่าบูชา คนที่ทำบุญมักเป็นคนน่าบูชา เพราะเป็นบุคคลผู้มีคุณธรรม มีความดี บุญทำให้เกิดภาวะน่าบูชาแก่ผู้ที่ทำบุญสม่ำเสมอ และเมื่อได้ทำบุญแล้ว จิตใจก็อิ่มเอิบเป็นสุขที่ประณีตลึกซึ้งขึ้นไป เป็นความสุขที่ยั่งยืนยาวนาน และเป็นความสุขที่สงบ



บุญนั้นมี 3 ระดับ ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายในการทำบุญของคนเรา ที่จะเป็นข้อแนะนำและแนวทาง ให้ได้พิจารณากันว่าเรากำลังทำบุญไปเพื่ออะไร


1. ทำบุญก็เพื่อประโยชน์สุขปัจจุบัน ( ทิฏฐธัมมิกัตถะ ) คือ การทำบุญด้วยใจบริสุทธิ์ เพื่อให้เกิดผลดีแก่ผู้รับทันที แม้ว่าจะไม่ได้หวังผลตอบแทน แต่บุญที่ทำนั้นจะต้องเป็นไปตามกฎแห่งกรรม เมื่อทำกรรมดีจะต้องได้ดี ทำให้เกิดลาภบริวาร สถานภาพความเป็นอยู่ ความสุข คำชมเชย กรรมดีสนองตอบกลับมา


การทำบุญเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ใจอย่าติดอยู่แค่พระที่เราเคารพ พระสงฆ์ที่นั่งอยู่ตรงหน้าเรา หรือวัตถุทานที่เราทำ ใจเราจะต้องมองยาวต่อออกไปถึงการสืบทอดพระพุทธศาสนา เมื่อทำบุญก็มุ่งหมายใจและอิ่มใจว่า พระพุทธศาสนาของเราจะได้ดำรงอยู่ยั่งยืนมั่นคงต่อไป ประโยชน์สุขจะได้เกิดแก่มนุษยชาติ


เวลาทำบุญ ถ้าทำอย่างนี้ ใจของแต่ละท่านก็จะขยายกว้างออกไป อันนี้แหละเป็นสิ่งที่ทำให้ใจเราเกิดปีติว่า เออ! ครั้งนี้ เราก็ได้มีส่วนร่วมอีกแล้วนะ ในการทำนุบำรุงพระศาสนาและสร้างเสริมประโยชน์สุขแก่มวลมนุษย์ แล้วเราก็เกิดความอิ่มใจ สุขใจ ทำให้ใจมีกำลังในการต่อสู้ชีวิตต่อไป


2.ทำบุญเพื่อประโยชน์สุขที่สูงขึ้น ( สัมปรายิกัตถะ ) นั่นคือ ประโยชน์ที่ลึกล้ำยิ่งกว่าจะมองเห็นกันเฉพาะหน้า เพื่อเสริมสร้างและยกระดับจิตของผู้ที่ทำบุญนั้นให้สูงขึ้นไป มีจิตใจที่ละเอียดประณีตมากขึ้น อันเป็นจุดหมายขั้นสูงขึ้นไป และเพื่อเป็นหลักประกันชีวิตเมื่อละโลกนี้ไป


คลายความยึดติดผูกพันในวัตถุ ไม่ตีค่าผลประโยชน์สูงเกินไปจนต้องไขว่คว้าอันนำมาซึ่งเหตุของการกระทำความชั่วร้ายและบุญที่ทำนั้นจะส่งผลในภพต่อไป หรือจะเรียกว่า ทำบุญไว้ไปเป็นเสบียงบุญในชาติต่อไปก็ได้


3. ทำบุญเพื่อประโยชน์อย่างยิ่ง ( ปรมัตถะ ) คือ ประโยชน์ที่เป็นสาระแท้จริงของชีวิต อันเป็นจุดหมายสูงสุด หรือที่หมายขั้นสุดท้ายคือไปสู่นิพพาน ได้แก่ การรู้แจ้งสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง


รู้เท่าทันคติธรรมดาของการเวียนว่าย ตาย เกิด ไม่ตกเป็นทาสของโลกและชีวิต มีจิตใจเป็นอิสระโปร่งโล่งผ่องใส ไม่ถูกบีบคั้นด้วยความยึดติดถือมั่นหวาดหวั่นของตนเอง ปราศจากกิเลสที่ทำให้เศร้าหมองขุ่นมัว อยู่อย่างไร้ทุกข์ ประจักษ์แจ้งความสุขที่สะอาดบริสุทธิ์สิ้นเชิง อันประกอบพร้อมด้วยความสงบเยือกเย็นสว่างไสวเบิกบานโดยสมบูรณ์


และนี่คือจุดมุ่งหมายในการทำบุญที่แท้จริง เมื่อเราได้รับทราบไปแล้วว่ามีอะไรบ้าง ก็ลองพิจารณากันดูว่าเรากำลังทำบุญเพื่ออะไรกันแน่ ต่อไปขออธิบายในการทำบุญที่กระทำด้วยความไม่บริสุทธิ์ มีบาปเจือปนนั้น ซึ่งผลของบุญที่ทำนั้นยิ่งน้อยลงไปอีกเพื่อความเข้าใจในเรื่องของบุญ ขอยกเอาคำเทศนาของหลวงพ่อพุทธทาส แห่งสวนโมกข์ พระอริสงฆ์และปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ท่านหนึ่งในพระพุทธศาสนา



ในตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ ท่านได้เคยเทศนาพูดถึงวิธีทำบุญ 3 แบบ เพื่อเตือนสติคนที่ดีมากๆ และเห็นภาพทำความเข้าใจในทุกระดับจริตง่ายมาก ซึ่งท่านได้เปรียบวิธีการทำบุญและผลของบุญเหมือนกับบุคคล 3 ประเภท ได้เอาน้ำ 3 ชนิดมาอาบน้ำชำระล้างตัว โดยสรุปเนื้อหาก็คือ


1. บุคคลทำบุญเหมือนเอาน้ำโคลนมาอาบ คือ คนที่ทำบุญด้วยการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เบียดเบียนสัตว์ ฆ่าวัว ฆ่าควาย ฆ่าเป็ด ฆ่าไก่ และเอาเนื้อสัตว์เหล่านั้นมาจัดงานบุญเลี้ยงกัน รวมทั้งมีเลี้ยงสุรายาเมาด้วย จนบางครั้งเกิดการทะเลาะวิวาททำร้ายกัน เหล่านี้เป็นการทำบุญด้วยการทำบาป เหมือนกับเอาน้ำโคลนมาชำระตัว ซึ่งไม่มีวันจะสะอาดได้ บุญนั้นน้อยหรือแทบไม่ส่งผลอะไรเลยกับชีวิต มีแต่กรรมไม่ดีทังนัน


บุคคลที่ทำบุญเหมือนเอาน้ำเจือด้วยแป้งหอมมาอาบ คือ คนที่ทำบุญด้วยความหลง ความไม่รู้ ผู้ยึดมั่นถือมั่นในบุญเป็นอย่างมาก เมาสวรรค์ เมาวิมาน เป็นการทำบุญด้วยกิเลส หรือความยึดติดอย่างรุนแรง ทำแล้วหวังผลให้ต้องเป็นเช่นนั้น ให้เกิดเช่นนี้


เหมือนเอาน้ำที่เป็นเครื่องหอมมาอาบชำระกาย ซึ่งก็ไม่มีวันที่ร่างกายจะสะอาดได้เหมือนกัน ผลบุญที่ได้นั้นน้อยลงไปเพราะมีกิเลสมาตัดทอนกำลังลง ประเภทคนที่ทำบุญ 10 บาท แต่หวังที่จะรวยแบบฉับพลันเป็นล้านๆ ทั้งๆ ที่ไม่เคยทำกรรมดีจนถึงขั้นเป็นกรรมตัดรอนฝ่ายดีมาก่อนเลย


บุคคลที่ทำบุญเหมือนเอาน้ำสะอาดมาอาบ คือ คนที่ทำบุญด้วยใจสงบร่มเย็น ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นสิ่งนั้นว่าเป็นตัวเราของเรา ทำบุญเพราะเป็นหนทางแห่งความดี ช่วยเหลือผู้อื่นด้วยมีพรหมวิหาร 4 เป็นหลัก อันมีความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา


คนที่ทำบุญแบบนี้ เหมือนคนเอาน้ำสะอาดบริสุทธิ์มาอาบ ย่อมสะอาดและมีความสุขกายสบายใจ และได้บุญกุศลเต็มกำลัง มากกว่าบุคคล 2ประเภทแรก


เมือเราอ่านคำสอนของท่านพุทธทาสแล้ว ลองพิจารณาว่าวันนี้ เราต้องถามตัวเองว่า ทำบุญด้วยน้ำอะไร ถึงร่างกายและจิตใจถึงจะสะอาดได้


การให้ทาน การรักษาศีล และการเจริญภาวนา นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า “ทาน ศีล ภาวนา” ซึ่งการให้ทานหรือทำทานนั้น เป็นการสร้างบุญที่เป็นเบื้องต้นที่สุด ง่ายที่สุดที่สามารถทำได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ผู้รับนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นพระสงฆ์อย่างเดียว กับใครก็ได้แม้แต่สัตว์ทัวไป



แต่ขอให้เราทุกคนเข้าใจว่าในการทำบุญทั้ง 3 ขั้นนี้เป็นระดับขึ้นไปและเกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งไม่ว่าจะสร้างบุญด้วยการให้ทานมากมายเพียงไร ก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากกว่าการรักษาศีลไปได้ และถึงจะถือศีลเข้มข้นเคร่งครัดอย่างไร ก็ไม่มีทางจะได้บุญมากเกินไปกว่าการเจริญภาวนาไปได้ ฉะนั้นการเจริญภาวนา จึงเป็นการสร้างบุญบารมีที่มีกำลังสูงที่สุด ได้บุญบารมีมากที่สุด



ผลของทานเป็นปัจจัยให้ได้ลาภสักการะ


ผลของการรักษาศีลให้เกิดความสุขหลายๆ ประการ


ผลของการเจริญภาวนาและศึกษาธรรม เป็นเหตุให้เกิดปัญญามีความฉลาด


คนที่มีชีวิตตั้งอยู่ในความประมาทในเวลานี้นั้น จะเริ่มหรือคิดจะเริ่มทำบุญก็ต่อเมื่อคิดว่าตัวเองมีเคราะห์หรือเริ่มจะโชคร้าย จึงร้อนใจวิ่งพล่านไปสร้างโน่นสร้างนี่ ถวายเงิน ถวายทรัพย์สินกันวุ่นวาย จงรู้ไว้เถิดว่า การทำบุญนั้นทำได้ตลอดเวลา ทำได้ทุกเวลาโดยที่เราไม่ต้องรอให้เกิดเหตุการณ์หรือเกิดวิบากกรรมไม่ดีขึ้นเสียก่อน


สำหรับคนที่ไม่ประมาทในชีวิตนั้น เขาจะเร่งสร้างบุญไว้ตลอดเวลา เป็นการเก็บเสบียงตุนไว้ยามที่ขาดแคลนจะได้หยิบฉวยมาใช้ได้ทัน และยังเอาบุญที่มีไปช่วยเผื่อแผ่สงเคราะห์ผู้อื่นได้ด้วย


บุญที่ทำไว้ตลอดเวลาจึงเป็นเหมือนเงินฝากประจำแบบพิเศษอยู่ในธนาคารสวรรค์ ที่สามารถเบิกถอนมาใช้ได้ตลอดเวลาและเต็มจำนวนด้วยถ้าเรารู้จักวิธีที่จะเบิกมาใช้ได้ และทันกาลเวลา ซึ่งครูบาอาจารย์หลายท่านได้พิสูจน์แล้วว่า บุญฤทธิ์นั้นสามารถที่จะช่วยคลายวิบากกรรมที่หนักเป็นเบาได้จริง


ส่วนบุญที่จะส่งผลให้เราทุกคนแบบทำแล้วได้เลยทันทีก็คือ ความสุขใจ ที่มาจากจิตใจที่รู้จักการให้ ไม่เป็นผู้ที่คอยรับแต่ฝ่ายเดียวมีแต่ความสุข


ดังพุทธพจน์ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า “ ท่านทังหลาย อย่ากลัวต่อบุญเลย เพราะคำว่าบุญนี้ เป็นชื่อของความสุข”


ในการสร้างบุญบารมีในพระพุทธศาสนาที่มาจากทาน ศีล ภาวนาขอให้ยึดหลักในเรื่องของบุญกิริยาวัตถุ 10 เป็นหลัก เพื่อเป็นการสร้างบุญที่ถูกช่องทางและได้ผลมากที่สุด


1. ให้ทาน แบ่งปันผู้อื่นด้วยสิ่งของ ไม่ว่าจะให้ใครก็เป็นบุญ ( ทานมัย ) การให้ทานเป็นการช่วยขัดเกลาความเห็นแก่ตัว ความคับแคบ ความตระหนี่ถี่เหนียว และความติดยึดในวัตถุ นอกจากนี้สิ่งของที่เราแบ่งปันออกไปก็จะเป็นประโยชน์กับบุคคลหรือชุมชนโดยส่วนรวม


2. รักษาศีล ก็เป็นบุญ ( ศีลมัย ) เป็นการฝึกฝนที่จะลด ละ เลิกความชั่ว ไม่ไปเบียดเบียนใคร มุ่งที่จะทำความดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ผู้อื่น เป็นการหล่อเลี้ยงบ่มเพาะให้เกิดความดีงาม และพัฒนาคุณภาพชีวิตไม่ให้ตกต่ำ


3. เจริญภาวนา ก็เป็นบุญ ( ภาวนามัย ) การภาวนาเป็นการพัฒนาจิตใจและปัญญา ทำให้จิตสงบ ไม่มีกิเลส ไม่มีเครื่องเศร้าหมอง เห็นคุณค่าสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง ผู้ที่ภาวนาอยู่เสมอย่อมเป็นหลักประกันว่า จิตจะมีความสงบ ชีวิตมีความสุข คุณภาพชีวิตดีขึ้น สูงขึ้น


4. อ่อนน้อมถ่อมตน ผู้น้อยอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่ก็แสดงออกในความมีเมตตาต่อผู้น้อย และต่างก็อ่อนน้อมต่อผู้มีคุณธรรม รวมถึงการให้เกียรติ ให้ความเคารพในความแตกต่างซึ่งกันและกัน ทั้งในความคิด ความเชื่อและวิถีปฏิบัติของบุคคลและสังคมอื่น เป็นการลดความยึดมั่นถือมั่นในความเป็นตัวตน ก็เป็นบุญ ( อปจายนมัย


5. ช่วยเหลือสังคมรอบข้าง ช่วยเหลือสละแรงกาย เพื่องานส่วนรวม หรือช่วยงานเพื่อนบ้านที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็เป็นบุญ ( เวยยาวัจจมัย )


6. เปิดโอกาสให้คนอื่นมาร่วมทำบุญกับเรา หรือในการทำงานก็เปิดโอกาสให้คนอื่นมีส่วนร่วมทำ ร่วมแสดงความคิดเห็น รวมไปถึงการอุทิศส่วนบุญให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วด้วย ก็เป็นบุญ ( ปัตติทานมัย )


7. ยอมรับและยินดีในการทำความดี หรือทำบุญของผู้อื่น เป็นการเปิดโอกาสร่วมใจ อนุโมทนาในการกระทำความดีของผู้อื่น ก็เป็นบุญ ( ปัตตานุโมทนามัย )


8. ฟังธรรม บ่มเพาะสติปัญญาให้สว่างไสว ฟังธรรมะ ฟังเรื่องที่ดีมีประโยชน์ต่อสติปัญญา หรือมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตที่ดี เป็นความจริง ความดี ความงาม ก็เป็นบุญ ( ธรรมสวนมัย )


9. แสดงธรรม ให้ธรรมะและข้อคิดที่ดีกับผู้อื่น แสดงธรรม นำธรรมะไปบอกกล่าว เผื่อแผ่ให้คนอื่นได้รับฟัง ให้เขาได้รู้จักวิธีการดำเนินชีวิตที่ดี เป็นเรื่องของความจริง ความดี ความงาม ก็เป็นบุญ ( ธรรมเทศนามัย )


10. ทำความเห็นให้ถูกต้องและเหมาะสม มีการปรับทิฏฐิ แก้ไขปรับปรุงพัฒนาความคิดเห็น ความเข้าใจให้ถูกต้องตามธรรม ให้เป็นสัมมาทัศนะอยู่เสมอ เป็นการพัฒนาปัญญาอย่างสำคัญ ก็เป็นบุญ (ทิฏฐุชุกรรม )
ในข้อที่ 10 นี้ ที่เป็นทิฏฐุชุกรรมหรือสัมมาทัศนะ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำบุญทุกชนิดและทุกโอกาส จะต้องประกบและประกอบเข้ากับบุญกิริยาวัตถุข้ออื่นทุกข้อ เพื่อให้งานบุญข้อนั้นๆเป็นไปอย่างถูกต้องตามความหมายและความมุ่งหมาย พร้อมทั้งได้ผลถูกทาง


เพราะฉะนั้น ผู้ปรารถนาจะทำบุญ จึงต้องรู้ว่า บุญนั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร ถ้าปฏิบัติแล้วไม่อาจชำระสันดานให้ผ่องใสบริสุทธิ์ได้ หรือไม่นำให้เกิดความฉลาดว่า สิ่งนี้ชอบ สิ่งนี้ไม่ชอบ สิ่งนั้นก็ไม่จัดว่า เป็นบุญ แต่เมื่อสามารถจะชำระสันดานให้บริสุทธิ์และนำให้เกิดความฉลาด รู้จักผิดชอบ จึงจัดว่าเป็นบุญ


และอยากจะให้สังเกตกันดีๆ จะเห็นว่ายังมีอีกหนึ่งวิธีในการสร้างบุญบารมีและได้อานิสงส์บุญโดยไม่ใช่เงินเลยคือ การร่วมอนุโมทนาบุญ เพราะเมื่อเราเห็นคนอื่นทำบุญ เราก็รู้สึกยินดีในบุญนั้น เราก็จะได้รับอานิสงส์ผลบุญไปด้วยแต่ไม่เท่ากับคนต้นบุญ เรียกว่า ปัตตานุโมทนามัย


ตอนนี้เราคงเข้าใจกันดีแล้วว่า อานิสงส์ของบุญที่มาจากการทานทั้งหมดนั้น น้อยกว่าการรักษาศีล การรักษาศีลนั้นยังน้อยกว่าการภาวนา และการได้อานิสงส์บุญมากโดยไม่ต้องใช้เงินเลยแม้แต่บาทเดียวมีหลายทาง อาทิเช่น การให้ธรรมทาน การให้อภัยทาน การรักษาศีลและสุดท้ายก็คือการภาวนารวมถึงการร่วมอนุโมทนานั่นเอง


ที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นการสร้างบุญบารมีที่ถูกต้องและได้ผลมากที่สุดสำหรับมนุษย์ทุกคนในโลกใบนี้เชื่อว่าหลายคนพอจะเริ่มเข้าใจแล้วว่า การสร้างบุญบารมีที่ถูกต้องนั้นคืออะไร


และบุญบารมีที่เราทำเท่านั้น จะพาเราไปสู่ความสุข ไปสู่ในทุกสิงทีเราปรารถนาทุกประการ

 
Back to content | Back to main menu