ทุกคนมีกรรมเป็นของตน - dhamafortune

Newsletter Email Subscription *
English
Go to content

Main menu:

ทุกคนมีกรรมเป็นของตน

ธรรมะ

ในความเป็นจริงแล้ว พระพุทธศาสนาสอนไว้ว่า ทุกคนมีกรรมเป็นของตน ใครทำกรรมไว้ ดี หรือชั่ว ก็ตาม ก็จักได้รับผลของกรรมนั้น แต่ทว่าเมื่อตอนที่คนเราประสพกับเคราะห์กรรม หรือถึงคราวตกทุกข์ได้ยาก ถึงคราวลำบาก เวลานั้นสมองก็ทึบตันไปหมด คิดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะไปพึ่งพาใคร ก็นึกถึงพระสงฆ์องค์เจ้า อยากจะให้พระช่วยให้ตนพ้นไปจากสภาวะนั้นไปเสียที คิดดังนั้นจึงมุ่งหน้าเข้าหาวัด เพื่อนิมนต์พระท่านให้ทำพิธีตัดกรรมให้

พระท่านเห็นว่าคนที่มาหาท่านก็แบกความทุกข์มาอย่างสาหัสอยู่แล้ว ครั้นจะไม่ช่วยอะไรเลยก็ดูจะขาดเมตตาธรรมเกินไปหน่อย ครั้นจะให้ธรรมเทศนาเวลานี้ โยมผู้ฟังก็ดูเหมือนไม่มีกะจิตกะใจจะมาฟังธรรมที่ลึกซึ้งได้ อย่ากระนั้นเลย ใช้วิธีนี้ดีกว่า..
ว่าแล้วจึงให้โยมจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วจึงสวดคาถาในบทพระสูตรสักบทที่มีคำว่า กรรม กรรม แล้วท่านก็เน้นเสียงให้ดังกว่าคำอื่น แล้วลงท้ายด้วยคำว่า ตัด
พอโยมได้ยินคำว่า กรรม กรรม แล้วจบด้วยคำว่า ตัด ก็จินตนาการเองว่า กรรม ได้ถูกตัดแล้ว
เมื่อกรรมถูกตัดแล้ว ต่อไปพระท่านก็สวดต่อให้อีกบท พระสูตรนี้ก็เน้นคำว่า ปัด ปัด ปัด ลงท้ายด้วย มัจจุเธยยัง
พอโยมได้ยินคำว่า ปัด ปัด ปัด ก็จินตนาการว่า ปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกไป และคำว่า มัจจุ โยมก็แปลกันได้เองว่า ความตาย เมื่อได้ยินคำว่า ยัง ก็รวมความหมายว่า ความตายยัง ก็คือ ยังไม่ตาย นั่นเอง
จากนั้นพระท่านก็จะสวดบท รัตนสูตร ทำน้ำมนต์ประพรมให้เป็นสิริมงคล
* * * * * *
พอพิธีกรรมจบลง อย่างน้อยโยมก็มีความเบิกบานใจ ส่วนเรื่องของกรรมจะตัดได้จริงและ ชะตาจะต่อไปอีกหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะถึงอย่างไรโยมมาแล้วก็ไม่เสียเปล่า อย่างน้อยก็ได้ความสบายใจกลับไป เมื่อมีใจที่ดีแล้ว ทุกอย่างก็จะดีตามมาเอง ดังพุทธภาษิตที่ว่า


มะโนปุพพังคะ ธัมมา มะโนเสฏโฐ มะโนมะยา
ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นประธาน มีใจประเสริฐสุด จะสำเร็จก็อยู่ที่ใจ


* * * * * * * * * * *
บทสวดตัดกรรมที่ว่าเป็นดังนี้


ชะราธัมโมมหิ ชะรังอะนะตีโต
พะยาธิธัมโมมหิ พะยาธิง อะนะตีโต
มะระณะธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต
สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว
กัมมัสสะโกมหิ กัมมะทายาโท กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสาระโณ
ยัง กัมมัง กะริสสามิ กัลละยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัส


บทนี้ก็คือ บท อภิณหปัจจเวกขณปาฐะ แต่สวดถึงแค่คำว่า ตัส ซึ่งท่านนำมาเป็นเคล็ดว่า เป็นการ ตัด นั่นเอง ดูคำแปลกันครับ


* * * * * * * *
ชะราธัมโมมหิ ชะรังอะนะตีโต
เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้
พะยาธิธัมโมมหิ พะยาธิง อะนะตีโต
เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้
มะระณะธัมโมมหิ มะระณัง อะนะตีโต
เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้
สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว
เราจะละเว้นเป็นต่างๆ คือว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งหลายทั้งปวง
กัมมัสสะโกมหิ กัมมะทายาโท กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสาระโณ
เรามีกรรมเป็นของๆตน มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งมีอาศัย
ยัง กัมมัง กะริสสามิ กัลละยาณัง วา ปาปะกัง วา ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ
เราทำกรรมอันใดไว้ เป็นบุญหรือเป็นบาป เราจะเป็นทายาท คือว่าจะต้องได้รับผลของกรรมนั้นสืบไป
เอวัง อัมเหหิ อะภิณหัง ปัจจะเวกขิตัพพัง
เราทั้งหลายควรพิจารณาอย่างนี้ ทุกๆวันเทอญ.
* * * * * * * *
บทสวดต่อชะตา ดังนี้


สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
สัพเพ สังขารา ทุกขาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
อัปปะกา เต มะนุสเสสุ เย ชะนา ปาระคามิโน
อะถายัง อิตะรา ปะชา ตีระเมวานุธาวะติ
เย จะ โข สัมมะทักขาเต ธัมเม ธัมมานุวัตติโน
เต ชะนา ปาระเมสสันติ มัจจุเธยยัง


* * * * * * * * *
นี่ก็คือบท ติลักขณาทิคาถา ดูคำแปลกันครับ


สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
เมื่อบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง
นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด
สัพเพ สังขารา ทุกขาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
เมื่อบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงทุกข์
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง
นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด
สัพเพ ธัมมา อนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ
เมื่อบุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา
เมื่อนั้น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ที่ตนหลง
นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด
อัปปะกา เต มะนุสเสสุ เย ชะนา ปาระคามิโน
ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ผู้ที่ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานมีน้อยนัก
อะถายัง อิตะรา ปะชา ตีระเมวานุธาวะติ
หมู่มนุษย์นอกนั้น ย่อมวิ่งเลาะอยู่ตามฝั่งในนี่เอง
เย จะ โข สัมมะทักขาเต ธัมเม ธัมมานุวัตติโน
ก็ชนเหล่าใดประพฤติสมควรแก่ธรรม ในธรรมที่ตรัสไว้ชอบแล้ว
เต ชะนา ปาระเมสสันติ มัจจุเธยยัง สุทุตตะรัง
ชนเหล่านั้นจักถึงฝั่งแห่งพระนิพพาน ข้ามพ้นบ่วงแห่งมัจจุที่ข้ามได้ยากนัก
กัณหัง ธัมมัง วิปปะหายะ สุกกัง ภาเวถะ ปัณฑิโต
จงเป็นบัณฑิตละธรรมดำเสีย แล้วเจริญธรรมขาว
โอกา อะโนกะมาคัมมะ วิเวเก ยัตถะ ทูระมัง
ตัตตะราภิระมิจเฉยยะ หิตตะวา กาเม อะกิญจะโน.
จงมาถึงที่ไม่มีน้ำ จากที่มีน้ำ จงละกามเสีย เป็นผู้ไม่มีความกังวล
จงยินดีเฉพาะต่อพระนิพพานอันเป็นที่สงัด ซึ่งสัตว์ยินดีได้โดยยากเทอญ.
* * * * * * *
ถ้าโยมที่มาทำพิธี สามารถเข้าใจในคำสวด แล้วน้อมนำไปปฏิบัติ ก็จะสามารถตัดกรรมได้จริงตามที่ตั้งใจ
ในอันที่จริงแล้ว กรรมมีเพราะอะไร ก็เพราะว่ามีกิเลส ถ้าไม่มีกิเลส กรรมก็ไม่มี
ซึ่งอยู่ในรัตนสูตรที่สวดทำน้ำมนต์นั้นว่า


วิรตฺตจิตฺตายติเก ภวสฺมึ


เมื่อกิเลสไม่มี กรรมก็ไม่มี


* * * * * *
ดังนั้น การตัดกรรม ที่แท้ก็คือให้ตัดที่กิเลสนั่นเอง


ใครไม่อยากมีกรรม ก็อย่าให้มีกิเลส

 
Back to content | Back to main menu