จิตเดิมแท้ต่างจากนิพพานอย่างไร - dhamafortune

Newsletter Email Subscription *
English
Go to content

Main menu:

จิตเดิมแท้ต่างจากนิพพานอย่างไร

ธรรมะ


ปุจฉา....ขอความกรุณาพระอาจารย์อธิบายความหมายของคำว่า 'จิตเดิมแท้'ว่าเหมือนหรือต่างจากนิพพานอย่างไร กราบพระอาจารย์มาด้วยความเคารพอย่างสูงเจ้าค่ะ สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ


วิสัชนา....เป็นคำถามที่ดีมากดีจริงๆ ทำให้รู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้ คำว่า"จิตเดิมแท้" คำว่ากายเดิมแท้ ธาตุเดิมแท้ มันเป็นความไร้สภาวะไม่มีที่ตั้งให้รู้ว่าอยู่ที่ใดแต่มันมีอยู่ เช่นธาตุไฟ สภาพเดิมแท้ของมันอยู่ทุกๆอณูรอบตัวเรา แต่อยู่อย่างไร้สภาวะจึงไม่สามารถใช้สิ่งใดๆไปเห็นมันได้ว่ามันอยู่อย่างไรสภาพเป็นอย่างไร ต่อเมื่อมีเหตุปัจจัยมันจึงทำหน้าที่ได้ทันที จุดไม้ขีดเมื่อไรที่ไหนธาตุไฟทำหน้าที่ทันที ทั้งๆที่ไม่เห็นมีธาตุไฟอยู่ตรงไหนได้เลย นี่คือธาตุเดิมแท้มีอยู่แต่มีอยู่อย่างไร้สภาวะ จิตก็เช่นกัน ธาตุทุกๆธาตุที่เมื่อรวมกันแล้วมันกลายเป็นจิต แต่ตอนที่มันยังไม่รวมตัวกันมันมีอยู่ในลักษณะเดียวกับธาตุไฟ คือมีอยู่ทุกที่ แต่ไม่มีเหตุปัจจัยให้มันแสดงตัวมันก็ไม่แสดงตัว ธรรมชาติเดิมแท้ของมันจึงมีอยู่อย่างไร้สภาวะเหมือนธาตุไฟและธาตุอื่นๆ เราเรียกความไร้สภาวะของจิตว่ามันคือ"จิตเดิมแท้"จิตที่ว่างจากสภาพใดๆให้สิ่งใดๆสัมผัสได้ ใครที่บอกว่าสัมผัสธรรมชาติเดิมแท้ย่อมเป็นการเข้าใจผิด เราสัมผัสธาตุไฟก่อนมันทำหน้าที่เป็นไฟไม่ได้ฉันใด เราก็สัมผัสวิญญาณธาตุที่จะทำหน้าที่เป็นจิตไม่ได้ฉันนั้น ถ้าสัมผัสได้สิ่งนั้นมิใช่จิตเดิมแท้ แต่เป็นจิตที่มีการปรุงแล้ว หรือเป็นจิตสังขารแล้วจึงสัมผัสมันได้


ดังนั้นจิตเดิมแท้หรือสภาพเดิมแท้ของจิตมันไร้สภาพ ต่อเมื่อมีเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งทำให้มันทำหน้าที่มันจึงมีสภาพขึ้นมาเหมือนไฟ ไฟเดิมแท้ไม่มีสภาพ มีเหตุปัจจัยมันจึงลุกเป็นไฟเป็นสภาพได้ จิตมีเหตุมีปัจจัยมันจึงรวมตัวกันเป็นนามธรรมให้สิ่งอื่นๆสัมผัสมันได้ เช่นวิญญาณธาตุหรือธาตุรู้ไปสัมผัสสิ่งหนึ่งธาตุรู้สามารถทำหน้าที่รู้ได้เพราะมีสิ่งที่ถูกรู้มาให้รู้ เรียกว่ามีเหตุมีปัจจัยเกิด ธาตุรู้เลยทำหน้าที่รู้ มีรู้มีสิ่งที่ถูกรู้ แล้วมีความรู้สึกตามมามีสัญญาตามมาอีกจนนำไปสู่การปรุงแต่งเป็นสิ่งที่เราสมมุติชื่อว่าธาตุทั้งสี่เมื่อทำหน้าที่ครบเมื่อไรเราเรียกว่าเกิดจิต จิตเป็นชื่อสมมุติแทนธาตุทั้งสี่ จิตจึงเป็นสิ่งที่ประกอบขึ้นมาด้วยธาตุหลายอย่าง แต่นี่ทั้งหมดไม่ใช่จิตเดิมแท้แล้ว มันเป็นสิ่งปรุงแต่งอย่างหนึ่งแล้ว จิตเดิมแท้ไร้สภาวะ เป็นควา่มว่างอย่างยิ่งว่างจนไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ว่างจนไม่มีอะไรสัมผัสมันได้


ต่อมาเมื่อจิตที่ถูกปรุงปรุงแล้วปรุงอีกจนเกิดมาเป็นคนเป็นสัตว์ตามกลไกของวิวัฒนาการ จิตเริ่มมีความเห็นผิดว่ามันมีตัวตนเมื่อไรไม่มีใครรู้ได้ จิตที่มีความรู้สึกว่ามีตัวฉันขึ้นมานี่มันมีตัวฉันพร้อมๆกับมีทุกข์โดยความไม่รู้ มีฉันกับมีทุกข์มันเป็นของคู่กัน เมื่อทุกข์มากๆจิตก็เลยหาวิธีออกจากทุกข์ จึงเกิดพระพุทธเจ้าขึ้น คือผู้ดับทุกข์ได้ แล้วนำมาสอนคนอื่นต่อ จิตที่ทุกข์เมื่อดับทุกข์ได้ จิตซึ่งเป็นสังขารกลุ่มนี้จะไม่มีการมารวมกลุ่มกันอีก คือจิตสังขารกลุ่มใดก็ตามหากดับลงไปแล้วไม่มีการมารวมกลุ่มเกิดเป็นจิตใหม่อีก เขาเรียกว่าจิตสังขารกลุ่มนั้นนิพพาน คือไม่มีการมารวมกลุ่มกันอีก สังขารจิตดับหายไปเลยไม่มีการเกิดใหม่ ภาษาบาลีเรียกปฏิกิริยาแบบนี้ว่าจิตกลุ่มนี้นิพพานแลยไม่มารวมกลุ่มกันอีกแล้ว


ทีนี้มาดูธาตุที่อยู่ในจิตสังขารของจิตที่นิพพานไปแล้ว เขาก็จะกลับสู่สภาพเดิม ธาตุมิได้สูญหาย ธาตุมีเท่าไรอยู่เท่านั้นไม่มีลดไม่มีเพิ่ม เมื่อสังขารจิตกลุ่มนี้นิพพานแล้วไม่เกิดอีกแล้ว คือหมายถึงเหตุปัจจัยวิบากกรรมกิเลสตัณหาอุปาทานที่จิตสังขารกลุ่มนี้สร้างไว้มันนิพพานไปหมดสิ้น แต่คุณสมบัติความเป็นธาตุต่างๆที่เมื่อก่อนเคยรวมตัวกันเป็นจิตมิได้หายไป มันแค่หยุดทำหน้าที่ ธาตุทั้งสี่ก็กลายเป็นจิตเดิมแท้เหมือนเมื่อตอนก่อนที่มันจะรวมตัวกัน แต่มันจะไม่รวมตัวกันเพราะเหตุปัจจัยเดิมอีก เหมือนไฟ พระพุทธเจ้าตรัสว่าไฟดับแล้วไปที่ใดจิตที่นิพพานแล้วไปที่นั่น คือจิตที่เหลือแต่ธาตุเดิมแท้ ก็จะกลับคืนสู่ความเป็นธรรมชาติเดิมแท้ จิตไม่เดิมแท้เท่านั้นที่หายไปอย่างไม่มีเศษเหลือ หายไปแล้วสิ้นเหตุปัจจัยให้เกิดใหม่ได้อีกอย่างถาวร เขาเรียกจิตนิพพานแล้ว แต่ธาตุเดิมแท้เขาก็กลับสู่สภาพธรรมชาติเดิมแท้ มีอยู่แต่มีอยู่อย่างไร้สภาวะ อยู่อย่างหยุดทำหน้าที่ แต่ถ้ามีเหตุปัจจัยใหม่มาเขาก็ทำหน้าที่ เป็นสังขารกลุ่มใหม่ มิใช่กลุ่มเดิมที่นิพพานไปแล้ว เหมือนไฟดวงเก่าดับไป กลายเป็นธาตุเดิมแท้ มีเหตุปัจจัยใหม่ ไฟดวงใหม่ก็เกิด


เราๆท่านๆนี้ถ้านิพพานก็คือสิ่งที่รวมตัวกันเป็นจิตไม่เดิมแท้นี่แหละจะหายไป การรวมตัวใหม่ไม่มีวันมีอีกเลย นั่นแหละเรียกว่าเรานิพพาน ส่วนธาตุที่เราเคยคิดว่ามันคือเราก็จะหมดหน้าที่กลับฐานที่มั่นที่นั้นเราเรียกว่าธรรมชาติเดิมแท้ของจิต หรือจิตเดิมแท้ นั่นเอง

 
Back to content | Back to main menu