การตามรู้จิต : วิธีการปฏิบัติธรรมที่เรียบง่ายและลัดสั้น - dhamafortune

Newsletter Email Subscription *
English
Go to content

Main menu:

การตามรู้จิต : วิธีการปฏิบัติธรรมที่เรียบง่ายและลัดสั้น

ข้อควรรู้ > พระพุทธศาสนา


1. คำสอนของหลวงปู่ดูลย์
หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม จังหวัดสุรินทร์ กล่าวกับศิษย์ผู้หนึ่งเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2525 ว่า “การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องยาก จะยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติเท่านั้น”
คำกล่าวนี้ไม่ใช่คำปลอบใจผู้เริ่มฝึกปฏิบัติธรรม แต่เป็นความจริงที่ตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง กล่าวคือการปฏิบัติธรรมนั้นไม่ยาก เพียงมีความรู้สึกตัวอยู่เนืองๆ แล้วตามรู้กาย ตามรู้ใจไปอย่างธรรมดาๆ (หมายเหตุ : คำว่า “ตามรู้” ในที่นี้หมายถึงให้รู้ตามความเป็นจริง คือกายมีอาการอย่างไรก็รู้ จิตมีอาการอย่างไรก็รู้ ตรงกับคำว่าอนุปัสสนาในมหาสติปัฏฐานสูตร ไม่ใช่ให้ส่งจิตถลำตามสิ่งที่ถูกรู้ไป) แล้วจะเห็นความจริงเองว่า กายไม่ใช่เรา จิตไม่ใช่เรา แล้วจิตจะค่อยคลายความยึดถือกายและจิตไปเป็นลำดับๆ จนเข้าถึงความปล่อยวาง ว่าง ผ่องใส ไร้ขอบเขต พ้นจากความปรุงแต่ง และพ้นจากทุกข์ในที่สุด แต่ถ้าไม่ปฏิบัติคือไม่มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ไม่ตามรู้กาย ไม่ตามรู้ใจ เอาแต่คิดหาวิธีปฏิบัติ หรือพยายามจะปฏิบัติ(ทำ)อย่างนั้นอย่างนี้ ก็จะรู้สึกว่าการปฏิบัติเป็นเรื่องที่ยากจริงๆ เพราะไม่มีวันจะเข้าใจการปฏิบัติได้เลย
หลวงปู่ดูลย์สอนศิษย์ผู้นั้นต่อไปอีกหลังจากนิ่งพิจารณาอยู่เกือบชั่วโมงว่า “อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อนี้ไปให้อ่านจิตตนเอง” ที่ท่านให้เริ่มต้นปฏิบัติด้วยการดูจิต ก็เพราะท่านพิจารณาเห็นว่าเหมาะสมกับจริตนิสัยของศิษย์ที่เป็นพวกชอบคิดชอบศึกษา ซึ่งก็สอดคล้องกับคำสอนในอรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตรที่ว่า “กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน และเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐานเหมาะสมกับผู้มีตัณหาจริต ส่วนจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานและธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐานเหมาะสมกับผู้มีทิฏฐิจริต”
2. หนึ่งในพยานคำสอนของหลวงปู่
มีตัวอย่างที่เป็นพยานยืนยันคำสอนของหลวงปู่ ที่ว่าการปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องยากอยู่หลายราย เช่นมีผู้หญิงกลางคนคนหนึ่ง ขายเต้าหู้อยู่ที่ตลาดท่าเรือ เธอมีความทุกข์ความกังวลในชีวิตครอบครัวมาก ต้องเที่ยวปรับทุกข์กับผู้อื่นอยู่เสมอ ต่อมาเธอได้พากเพียรมาฟังธรรมเป็นประจำ โดยไม่เคยถามอะไรเลย เพราะไม่ทราบว่าจะถามอะไรดีเนื่องจากไม่รู้อะไรสักอย่าง มาแล้วก็หลบมุมนั่งเงียบๆ อยู่หลังศาลา ฟังธรรมบ้าง ฟังการตอบปัญหาที่ผู้อื่นถามบ้าง ฟังไปนานเข้าจิตก็เกิดความรู้สึกตัวสามารถปฏิบัติธรรมได้เป็นอย่างดี มีสติสัมปชัญญะอยู่เนืองๆ จิตใจผ่องใส หน้าตาก็ผ่องใส จนผู้คนถามว่าทำได้อย่างไร เธอตอบว่า “ฉันไม่ทราบเหมือนกัน ฟังธรรมไปเรื่อยๆ แล้วก็ทำได้เอง แต่ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรหรอก จิตเขาทำของเขาเอง ฉันแค่คอยรู้ไปเรื่อยๆ เท่านั้นเอง” เวลานี้คนอื่นกลับต้องมาปรับทุกข์ให้เธอฟังบ้างแล้ว ที่สำคัญก็คือบรรดานักถามปัญหาธรรมะทั้งหลายที่เธอมานั่งฟังเขาถามนั้น ส่วนมากก็ยังปฏิบัติไม่เป็นอยู่เหมือนเดิม
แท้จริงเธอเกิดสติสัมปชัญญะขึ้นมาก็เพราะเธอไม่คิดมาก คือไม่คิดว่า “การปฏิบัติธรรมคืออะไร จะลงมือทำได้อย่างไร และทำแล้วจะมีผลอย่างไร” เมื่อได้รับคำแนะนำว่าให้ตามรู้ความรู้สึกเรื่อยไป เธอก็สังเกตจิตใจตนเองเสมอๆ จิตเขารู้สึกอย่างไรก็รู้ไปตามนั้น แล้วก็เห็นว่าความรู้สึกทั้งหลายเป็นเพียง “อะไรบางอย่าง” (เธอเรียกไม่ถูกว่ามันคือนาม) ที่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไม่ใช่ตัวเราและบังคับไม่ได้ เธอเห็นอยู่เพียงเท่านี้เองโดยไม่หลงเข้าไปแทรกแซงหรือแก้ไขอาการของจิต แล้วความทุกข์ทางใจที่เคยมีเป็นภูเขาเลากาก็ค่อยสลายตัวไป จิตใจมีความอิ่มเอิบเบิกบานในธรรมเพราะสามารถปล่อยวางความรู้สึกต่างๆ ลงได้เป็นลำดับ ในขณะที่ผู้คิดมาก ถามมาก ฟังธรรมมาหลายปีก็ยังปฏิบัติไม่เป็น เพราะไม่ได้ลงมือปฏิบัติคือไม่ลงมือตามรู้กายตามรู้ใจเสียที บุคคลเหล่านี้จะรู้สึกว่า การปฏิบัติธรรมช่างเป็นเรื่องยากเย็นเสียเหลือเกิน ตรงกับที่หลวงปู่ดูลย์ท่านกล่าวว่า “ยากสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติ” คือยากสำหรับนักคิดนักถามและนักเพ่งนักจ้อง แต่ไม่ยากสำหรับนักตามรู้กายและนักตามรู้ใจ
3. การตามรู้จิตเป็นวิธีการปฏิบัติธรรมที่เรียบง่าย
การตามรู้จิตใจของตนเองเป็นเรื่องเรียบง่าย ไม่มีขั้นตอนหรือวิธีการใดๆ เป็นพิเศษเลย เพียงแค่ให้รู้ความรู้สึกเข้าไปตรงๆ คือจิตใจมีความรู้สึกอย่างไรก็รู้ไปตามนั้น เช่นจิตรู้สึกมีความสุขก็รู้ จิตรู้สึกมีความทุกข์ก็รู้ จิตเฉยๆ ก็รู้ จิตมีโลภะคือรู้สึกโลภ/ใคร่/รัก/หวง/ห่วงก็รู้ จิตมีโทสะคือรู้สึกโกรธ/หงุดหงิด/ขุ่นข้องหมองใจ/เกลียด/กลัว/กังวล/อิจฉา/พยาบาทก็รู้ จิตมีโมหะคือฟุ้งซ่านหรือซึมเซาก็รู้ จิตสงบปลอดโปร่งผ่องใสเบิกบานก็รู้ ตัวความรู้สึกทั้งหลายนั่นแหละคือธรรมอย่างหนึ่งเรียกว่า “นามธรรม” ไม่ใช่ตัวเรา เมื่อเห็นนามธรรม นามธรรมก็แสดงธรรมให้ดู คือเขาจะแสดงความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปให้ได้เห็น เมื่อเห็นมากเข้าจิตใจก็จะเริ่มปล่อยวางความรู้สึกต่างๆ ซึ่งไม่ใช่ตัวเราหรือของเราลงได้ คือความสุขเกิดขึ้นก็ไม่หลงยินดี ความทุกข์เกิดขึ้นก็ไม่หลงยินร้าย กุศลเกิดขึ้นก็ไม่หลงยินดี และอกุศลเกิดขึ้นก็ไม่หลงยินร้าย จิตใจเข้าถึงความเป็นกลางในสิ่งทั้งปวง ตรงกับที่หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง จังหวัดหนองคาย กล่าวว่า “ผู้ใดเข้าถึงความเป็นกลางจะพ้นจากทุกข์ทั้งปวง” (อนึ่งเมื่อหัดตามรู้นามธรรมอย่างนี้ก็จะพลอยรู้จักและตามรู้รูปธรรมคือกายได้ด้วย เพราะกายกับจิตเป็นของคู่กัน เมื่อรู้กายได้ก็รู้จิตได้ และเมื่อรู้จิตได้ก็รู้กายได้ กายกับใจหรือรูปกับนามนี่แหละคือธรรมะที่ต้องตามรู้เขา คือกายอยู่ในอาการอย่างไรก็รู้ว่ารูปอยู่ในอาการอย่างนั้น)
ทั้งผู้ปฏิบัติและผู้ไม่ได้ปฏิบัติต่างก็รู้จักความรู้สึกทางใจด้วยกันทั้งนั้น ความแตกต่างระหว่างผู้ปฏิบัติกับผู้ไม่ปฏิบัติมีไม่มากคือ ผู้ไม่ปฏิบัติมีความรู้สึกใดๆ ขึ้นมาแล้วก็ไม่รู้ ถึงรู้ก็รู้ตามหลังนานๆ เช่นโกรธไปเมื่อวานมาวันนี้เพิ่งนึกได้ว่าเมื่อวานนี้โกรธ เป็นต้น ส่วนผู้ปฏิบัติเมื่อมีความรู้สึกอย่างไรเกิดขึ้นในจิตใจ ก็รู้ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่มีความรู้สึกอย่างอื่นมาคั่นเสียก่อน เช่นพอโกรธก็ตามรู้ได้ว่าจิตก่อนหน้าที่จะรู้ทันนี้กำลังโกรธอยู่ หลักของการปฏิบัติมีอยู่เพียงแค่ว่า จิตใจมีความรู้สึกอย่างไรก็ตามรู้ไปตามนั้นเท่านั้น โดยไม่ต้องทำอะไรก่อนจะรู้ ระหว่างรู้ และรู้แล้วก็ไม่ต้องทำอะไรต่อไปอีก เช่นไม่ต้องดักดูไว้ก่อนว่าเมื่อไรจะโกรธ ไม่ต้องพยายามห้ามหรือป้องกันไม่ให้โกรธ และเมื่อโกรธแล้วก็ไม่ต้องอยากและพยายามทำให้หายโกรธเร็วๆ เพียงรู้ว่านามธรรมอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปเท่านั้นก็พอแล้ว สำหรับอารมณ์ในฝ่ายที่น่าพอใจ ก็ไม่ต้องอยากให้เกิดขึ้น ไม่ต้องพยายามทำให้เกิดขึ้น และถ้าเกิดขึ้นแล้วก็ไม่ต้องพยายามรักษาเอาไว้ ให้ตามรู้ไปตามความเป็นจริงเช่นเดียวกับอารมณ์ที่ไม่น่าพึงใจนั่นเอง
การตามรู้จิตนี้แม้เบื้องต้นจะเป็นเพียงแค่การตามรู้ความรู้สึก (ซึ่งจะทำให้เรารู้จักตัวสภาวะหรือความรู้สึกชนิดต่างๆ และจะเห็นว่าตัวสภาวะทั้งหลายมีลักษณะเป็นไตรลักษณ์) ก็ตาม แต่เมื่อปฏิบัติมากเข้าก็จะได้รู้และเข้าใจถึงกระบวนการทำงาน หรือการกระทำของจิต (หลวงปู่ดูลย์ท่านเรียกว่าพฤติของจิต) ซึ่งมี 2 ชนิดได้แก่
3.1 การทำงานตามปกติของจิต คือการรู้อารมณ์โดยไม่เจือด้วยเจตนาทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว เช่นการรู้รูป การรู้เสียง การรู้กลิ่น การรู้รส การรู้การกระทบสัมผัสทางกาย และการรู้อารมณ์ทางใจ เป็นต้น
3.2 การทำกรรมของจิต หรือจะเรียกว่าพฤติกรรมของจิตก็ได้ (ขอให้สังเกตว่าผู้เขียนใช้คำที่ต่างกันระหว่าง พฤติของจิต กับพฤติกรรมของจิต) คือการทำงานที่เจือด้วยเจตนาทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว (พระปริยัติธรรมเรียกจิตที่ทำหน้าที่นี้ว่า “ชวนจิต” สำหรับการกระทำกรรมเรียกว่าภพ ซึ่งภพนั้นมีตัณหาหรือความอยากเป็นปัจจัยส่งทอดให้เกิด)
ขอยกตัวอย่างสักเล็กน้อย เช่นเมื่อลืมตามองออกไปข้างหน้า แล้วได้เห็นรูปบางอย่าง โดยไม่ได้มีความอยากหรือเจตนาที่จะเห็น แต่เพราะมีรูป มีตา และมีจิตหรือความรับรู้เกิดขึ้นทางตา จึงมองเห็นรูป อย่างนี้เรียกว่าการทำงานตามปกติ แต่ถ้าเจตนาจะดูด้วยความอยากจะชมทิวทัศน์ที่สวยงามแล้วหันไปดู อย่างนี้ถือว่าเป็นการทำกรรม โดยเบื้องต้นเป็นการทำกรรมทางใจคือตกลงใจจะดูด้วยกำลังผลักดันของความอยากเห็นรูป แล้วกายก็เกิดอาการดูตามคำสั่งของจิต (ทำงานทางกาย) เมื่อดูแล้วจิตพิจารณารูปว่าคือรูปอะไร (ทำงานทางใจ) แล้วเกิดความชอบ(หรือไม่ชอบ)รูปนั้น (ทำกรรมทางใจ) แล้วตามดู (ทำงานทางกาย) ด้วยความเพลิดเพลินพอใจ (ทำกรรมทางใจ) เป็นต้น อนึ่งที่ยกตัวอย่างมานี้ก็เพียงเพื่อประโยชน์ในการทำความเข้าใจเรื่องพฤติของจิตเท่านั้น ในเวลาปฏิบัติจริงไม่ต้องตามดูละเอียดอย่างนี้ เพียงรู้ว่าขณะนี้จิตมีความสุข/ทุกข์/เฉยๆ หรือจิตเป็นกุศล/อกุศล หรือจิตส่งนอก/ส่งใน และรู้สึกว่าสิ่งทั้งปวงนั้นเป็นเพียงนามธรรมบางอย่างไม่ใช่ตัวเรา เท่านี้ก็พอแล้ว
การรู้พฤติของจิตนี้ เมื่อถึงที่สุดจะทำให้เข้าใจอริยสัจจ์(ปฏิจจสมุปบาท) คือจะทราบว่า เมื่อใดมีความอยาก(ตัณหา)และมีการกระทำกรรมทางใจ(ภพ) เมื่อนั้นมีทุกข์ เมื่อใดหมดความอยากและหมดการกระทำกรรมทางใจ เมื่อนั้นหมดทุกข์ ทั้งนี้ผู้ใดเห็นอริยสัจจ์ ผู้นั้นย่อมเห็นธรรม
ผู้ใดสามารถตามรู้จิตได้ จะสามารถปฏิบัติธรรมได้ในชีวิตประจำวัน การดำรงชีวิตกับการปฏิบัติธรรมจะดำเนินควบคู่กันไปได้เลย อนึ่งผู้ตามรู้กายได้อย่างถูกต้องก็สามารถปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันได้เช่นกัน เพราะการเจริญสติปัฏฐานหรือการตามรู้กายตามรู้ใจนั้น เราต้องทำให้ได้ในชีวิตปกตินี่เอง เพียงแต่เบื้องต้นที่ยังไม่ชำนาญก็จำเป็นต้องหลีกเร้นหาที่สงบบ้างเป็นครั้งคราว
4. การตามรู้จิตเป็นวิธีการปฏิบัติธรรมที่ลัดสั้น
การตามรู้จิตใจเป็นวิธีการปฏิบัติธรรมที่ลัดสั้น ตัดตรงเข้าสู่เป้าหมายแรกของการปฏิบัติธรรมคือการทำลายสักกายทิฏฐิ (ผู้ทำลายสักกายทิฏฐิได้คือพระโสดาบัน) และมุ่งตรงต่อจุดมุ่งหมายของการปฏิบัติธรรมคือการบรรลุถึง สอุปาทิเสสนิพพานหรือความพ้นทุกข์เพราะสิ้นกิเลสตัณหา (ผู้พ้นทุกข์เพราะสิ้นตัณหาคือพระอรหันต์) กล่าวคือ

4.1 การทำลายสักกายทิฏฐิ สักกายทิฏฐิคือความเห็นผิดว่าขันธ์ 5 หรือรูปนาม หรือร่างกายจิตใจเป็นตัวเรา วิธีละความเห็นผิดมีอยู่ทางเดียวคือเห็นให้ถูก จะเห็นถูกก็ต้องเห็นรูปนามหรือกายใจได้ตรงตามความเป็นจริง ซึ่งการตามรู้จิตจะส่งผลสำคัญ 2 ประการคือ
4.1.1 เมื่อตามรู้จิต จิตจะหลุดออกจากโลกของความคิดนึกปรุงแต่งมาอยู่กับโลกของความรู้สึกตัว และในขณะนั้นถ้าสติปัญญารู้ทันก็จะพบว่าจิตและรูปนามอื่นๆ ไม่ได้มีความเป็นตัวตนของตนใดๆ อยู่เลย โดยเฉพาะรูปหรือกายนั้นจะแสดงความไม่ใช่ตัวเราให้เห็นได้ในทันทีที่รู้สึกตัว แต่จิตใจนั้นแม้ผู้ปฏิบัติจะตามรู้อยู่ ก็ยังเคยชินที่จะรู้สึกว่าเป็นตัวเรา (การเห็นว่ารูปกายไม่ใช่เรา จะเห็นได้ง่ายกว่าการเห็นว่าจิตไม่ใช่เรา) ต้องทำความรู้สึกตัวเนืองๆ แล้วตามรู้จิตต่อไป จนสติปัญญากล้าแข็งพอก็จะทราบได้ว่า ถ้าไม่หลงคิด จิตก็ไม่ใช่เรา เพราะความเป็นเราเกิดจากความคิดเท่านั้นเอง
4.1.2 ถ้าปฏิบัติตามข้อแรกคือสังเกตเข้าที่จิตโดยตรงไม่ได้ ก็อย่าพยายามแสวงหาจิต ให้มีความรู้สึกตัวเนืองๆ แล้วตามรู้ความรู้สึกและพฤติของจิต จะพบว่าความรู้สึกทั้งหลายและจิตล้วนเกิดดับ มีแล้วไม่มี และทำงานไปได้โดยที่เราบังคับควบคุมไม่ได้จริง เมื่อตามเห็นอย่างนี้ ก็ย่อมเห็นว่าจิตไม่ใช่เราแล้วละสักกายทิฏฐิจนได้ในที่สุด
การตามรู้จิตจะทำให้เห็นสภาวธรรม 2 อย่างทำงานอยู่ด้วยกันคือ (1) จิต (ธรรมชาติที่รู้อารมณ์) และ (2) เจตสิก (ธรรมที่ประกอบจิตได้แก่ความรู้สึก/เวทนา ความจำได้หมายรู้/สัญญา และความปรุงแต่งของจิต/สังขาร ซึ่งผู้เขียนขอรวมเรียกง่ายๆ ว่าความรู้สึก เช่นความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ ความรู้สึกในฝ่ายดี และความรู้สึกในฝ่ายชั่วเช่นความรู้สึกโกรธ เป็นต้น ตำราบางเล่มแปลคำว่าเจตสิกว่าความรู้สึกนึกคิด แต่ผู้เขียนไม่ใช้คำนี้เพราะไม่นิยมคำว่า “คิด”)
ในเบื้องต้นผู้ปฏิบัติมักจะรู้ความรู้สึกได้ก่อนที่จะรู้จิต เพราะมันแสดงความเปลี่ยนแปลงให้เห็นได้ง่ายๆ เช่นเห็นว่าความโกรธเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ส่วนจิตนั้นดูยากขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง เพราะจิตเป็นผู้รู้ผู้ดู บางคนถึงกับสำคัญผิดว่าจิตเที่ยงอยู่อย่างนั้นตลอดกาลก็มี แต่ถ้าคอยตามรู้พฤติของจิตเนืองๆ ก็จะพบว่า เดี๋ยวจิตก็เกิดทางตาคือไปรู้รูปแล้วก็ดับไป เดี๋ยวจิตก็ไปเกิดทางหูคือไปฟังเสียงแล้วก็ดับไป เดี๋ยวจิตก็เข้าไปทำงานหรือทำกรรมทางใจแล้วก็ดับไป โดยที่เราเลือกไม่ได้บังคับไม่ได้ เมื่อหมั่นตามรู้ไปเนืองๆ ก็จะเห็นความจริงของจิตว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตาได้ในที่สุด
4.2 ความพ้นทุกข์เพราะสิ้นตัณหา จุดมุ่งหมายแรกของการปฏิบัติธรรมในทางพระพุทธศาสนา ก็คือความพ้นทุกข์ทางใจอย่างสิ้นเชิงเพราะสิ้นกิเลสตัณหา ในเมื่อความทุกข์และความพ้นทุกข์เกิดขึ้นที่จิต ตัณหาและความสิ้นตัณหาก็เกิดขึ้นที่จิต ดังนั้นการตามรู้จิตจึงเป็นการหันมาเผชิญหน้าและเรียนรู้เรื่องทุกข์และตัณหาโดยตรง แล้วจะรู้ว่าความทุกข์เกิดขึ้นได้เพราะตัณหา ส่วนตัณหาเกิดขึ้นได้ก็เพราะความไม่รู้ทุกข์อย่างแจ่มแจ้ง นี้คือการเรียนรู้อริยสัจจ์นั่นเอง เมื่อใดรู้แจ้งอริยสัจจ์ เมื่อนั้นย่อมพ้นจากทุกข์ทางใจได้อย่างสิ้นเชิง เพราะสามารถปล่อยวางขันธ์ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการปล่อยวางจิต ซึ่งปล่อยวางได้ยากที่สุดในบรรดาขันธ์ทั้งปวง
แม้จะยังไม่รู้แจ้งอริยสัจจ์และยังไม่พ้นทุกข์ทางใจอย่างสิ้นเชิง แต่เมื่อใดที่มีสติรู้เท่าทันความรู้สึกทางใจ หรือพฤติของจิต จิตจะเกิดความรู้สึกตัวและตั้งมั่น บรรดากิเลสตัณหาและความทุกข์ทางใจก็เป็นอันระงับไปชั่วคราว เพราะกิเลสตัณหาและความทุกข์ทางใจจะเกิดขึ้นได้เมื่อหลง คือเมื่อขาดสติหรือขาดความรู้สึกตัวเท่านั้น
แม้การดูจิตจะเป็นวิธีการปฏิบัติที่ทรงประสิทธิภาพ และรวบรัดตรงเข้ามาทำลายความเห็นผิดว่าจิตเป็นเรา และทำลายความยึดถือจิตได้ในที่สุดก็ตาม แต่ (1) ถ้าผู้ใดไม่มีกำลังพอที่จะตัดตรงเข้ามารู้จิตโดยตรง ก็ให้ตามรู้ความรู้สึกและพฤติของจิตไปก่อน หมดพฤติกรรมของจิตก็จะเห็นจิตเอง (2) ถ้ายังรู้ความรู้สึกและพฤติของจิตไม่ได้อีก ก็ให้ตามรู้กายไปก่อน เมื่อรู้กายแล้วก็ย่อมจะรู้จิตได้ในภายหลัง การรู้กายแม้จะเป็นทางที่อ้อมสักหน่อย (เพราะกิเลสตัณหาไม่ได้เกิดที่กาย เพียงแต่กายเป็นเหยื่อล่ออย่างหนึ่งที่จะทำให้กิเลสตัณหาเกิดขึ้นเท่านั้น) แต่ถ้าจำเป็นก็ต้องเดิน (3) ถ้ายังตามรู้กายไม่ได้อีกก็ให้ทำสมถะคือความสงบจิตไปก่อน (บรรดาคำสอนที่ให้แก้อาการของจิต เช่นจิตมีราคะให้พิจารณาอสุภะ จิตมีโทสะให้แผ่เมตตา ฯลฯ ล้วนเป็นคำสอนในระดับการทำสมถะทั้งสิ้น) เมื่อจิตสงบแล้วจึงตามรู้ความเปลี่ยนแปลงของจิตต่อไป นี้ก็เป็นทางอ้อมแต่ถ้าจำเป็นก็ต้องเดินไปทางนี้ แต่ (4) ถ้ากระทั่งความสงบก็ยังทำไม่ได้ ก็ควรเหลือความดีในระดับที่รองลงมา ซึ่งไม่ว่าจะปฏิบัติธรรมในระดับใดก็ไม่ควรทอดทิ้ง ได้แก่การทำทานและการรักษาศีล ตลอดจนการศึกษาธรรมทั้งภาคปริยัติและภาคปฏิบัติเท่าที่พอจะกระทำได้ แม้ทางสายสุดท้ายนี้จะอ้อมมาก แต่เดินไปก้าวหนึ่งก็ยังดีกว่าไม่เดินเลยแม้เพียงสักหนึ่งก้าว
5.วิธีการตามรู้จิต
วิธีการตามรู้จิตหรือการดูจิตจนเกิดความรู้ความเข้าใจว่าจิตไม่ใช่ตัวตนในเบื้องต้น และเกิดการปล่อยวางจิตในเบื้องปลายนั้น จะกระทำได้ภายใต้เงื่อนไข 3 ประการคือ
5.1 ต้องดูจิตให้ถึงจิต คือต้องรู้ให้ถึงตัวสภาวะของจิตใจจริงๆ อันเป็นปัจจุบันอารมณ์ จะดูจิตแต่ไปรู้แค่ความคิดไม่ได้ เพราะความคิดหรือสมมุติบัญญัตินั่นแหละเป็นสิ่งที่ปิดกั้นการรู้ของจริงคืออารมณ์ปรมัตถ์ (อันได้แก่จิต เจตสิก รูป และนิพพาน) ตัวสภาวะของจิตใจที่จะต้องตามรู้ในเบื้องต้นได้แก่ความรู้สึกต่างๆ เช่นความรู้สึกสุข ความรู้สึกทุกข์ ความรู้สึกในฝ่ายกุศล และความรู้สึกในฝ่ายอกุศลทั้งหลาย อันเป็นเจตสิกหรือธรรมที่ประกอบจิต ยังไม่ใช่ตัวจิตจริงๆ และในเบื้องปลายได้แก่การตามรู้พฤติของจิต ต้องตามรู้จนจิตหมดพฤติกรรมจึงจะรู้จิตได้จริงๆ (หลวงปู่เทสก์ท่านเรียกจิตชนิดนี้ว่าใจ คือเป็นธรรมชาติรู้ที่เป็นกลางและไม่ปรุงแต่ง)
5.2 ต้องดูให้เป็น คือเมื่อจะดูจิตก็อย่าให้ความอยาก(ตัณหา)ที่จะปฏิบัติธรรมเข้าแทรก (การตามรู้กายก็ต้องรู้โดยไม่ถูกตัณหาแทรกเช่นกัน) เพราะถึงไม่อยากรู้ เราก็สามารถตามรู้ความรู้สึกได้อยู่แล้ว แต่ถ้าอยากตามรู้จิต เราจะเกิดการกระทำทางใจอีกตั้งมากมายอันเป็นการก่อภาระและก่อทุกข์ให้จิตโดยเปล่าประโยชน์ และเป็นอุปสรรคขัดขวางการตามรู้จิตตามความเป็นจริงทั้งสิ้น เช่นเกิดการตั้งท่าปฏิบัติ เกิดการแสวงหาอารมณ์หรือจิต เกิดการกำหนดและการเพ่งจ้องอารมณ์หรือจิต และเกิดอาการพยายามแก้อารมณ์หรือแก้อาการของจิต เป็นต้น ทั้งนี้การรู้ที่ถูกต้องนั้นต้องรู้ถูกต้องทั้ง 3 กาล ดังนี้คือ
5.2.1 ก่อนจะดู ก็ไม่ต้องอยากดู ไม่ต้องตั้งท่า ไม่ต้องแสวงหาว่าจะดูอะไรดี และไม่ต้องพยายามจะดูจิต เพียงให้มีความรู้สึกตัวแล้วตามรู้จิตใจไปอย่างธรรมดาๆ คือจิตมีความรู้สึกหรือมีพฤติกรรมอย่างใดก็รู้ไปตามนั้นเลย เพราะความอยากดู การตั้งท่าดู การแสวงหา หรือความพยายามจะดูนั่นแหละ จะเป็นเครื่องปิดกั้นการตามรู้จิตซึ่งเป็นของง่ายทำให้กลายเป็นของยาก
5.2.2 ระหว่างดู ก็อย่าเติมความปรุงแต่งสิ่งใดลงไปอีก เช่น (1) ไม่ต้องเพ่งแต่ให้รู้ไปอย่างสบายๆ หรือรู้ไปอย่างเบาๆ (2) ไม่ต้องคิดพิจารณา (3) ไม่ต้องกำหนดหรือบริกรรมซ้ำ (4) ไม่ต้องตามพากย์หรือบรรยายหรือวิพากษ์วิจารณ์ปรากฏการณ์หรือสภาวะที่เกิดขึ้น เพราะเพียงแค่รู้สภาวะที่ถูกต้องของจิตและเจตสิกแล้ว ก็ย่อมเห็นความจริงของจิตใจว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ หรือเป็นอนัตตาได้เอง เปรียบเหมือนเราดูฟองน้ำที่ผุดขึ้น ไม่ต้องเพ่งเราก็เห็น และไม่ต้องคิดว่ามันไม่เที่ยง มันก็ต้องแสดงความไม่เที่ยงให้เห็นคือแตกไปจนได้ ส่วนการบริกรรมและการตามพากย์ก็เป็นการสร้างภาระส่วนเกินให้จิตใจ และอาจทำให้พลาดจากการรู้อารมณ์ปรมัตถ์ไปหลงอารมณ์บัญญัติแทนได้ นอกจากนี้จะต้อง (5) ไม่ตามรู้จนถลำเข้าไปในอารมณ์ต่างๆ คือต้องดูอย่างสบายๆ ดูอยู่ห่างๆ ชำเลืองรู้เข้ามาให้ถึงจิตถึงใจจึงจะเป็นการรู้ที่ถูกต้อง แต่ถ้าหลงมองตามอารมณ์ไป หรือรู้จนถลำตามอารมณ์ก็คือหลงรู้ หรือรู้จนลืมตัว อย่างนั้นเป็นการรู้ที่ใช้ไม่ได้และไม่ใช่อาการสักว่ารู้
5.2.3 ดูแล้ว ก็ไม่มีกิจกรรมที่จะต้องทำหลังการดู เช่น (1) ไม่ต้องทำกระทั่งความพยายามจะละอกุศล (2) ไม่ต้องพยายามรักษากุศลที่ทำแล้วเอาไว้ด้วย รวมทั้ง (3) ไม่ต้องช่วยจิตคิดสรุปความรู้ ผู้ปฏิบัติต้องกล้าหาญพอที่จะไม่กลัวโง่ เพราะการรู้นั้นทำให้จิตเกิดความรู้หรือปัญญา แต่การคิดทำให้เราเกิดความรู้ซึ่งที่จริงก็คือความคิดและความจำเท่านั้นเอง ควรปล่อยให้ทุกอย่างเขาดำเนินไปตามที่เขาเป็น ผู้ปฏิบัติมีหน้าที่ตามรู้อย่างซื่อตรงเท่านั้น เพราะเมื่อใดมีสติที่ถูกต้อง เมื่อนั้นอกุศลเป็นอันถูกละไปแล้วโดยไม่ต้องทำอะไรเลย และกุศลก็ได้เจริญขึ้นแล้ว
5.3 ต้องดูบ่อยๆ หรือตามรู้เนืองๆ ยิ่งรู้ได้ถี่ยิบโดยไม่ตั้งใจจะรู้ได้มากเท่าไรก็ยิ่งดี สิ่งที่จะช่วยให้ตามรู้จิตได้ดีก็คือการเคลื่อนไหวกาย อย่านั่งนิ่งๆ ยิ่งนั่งหลับตาแล้วเปิดเทปธรรมะคลอไปด้วยก็จะยิ่งถูกโมหะแทรกได้ง่าย ถ้าหมั่นเคลื่อนไหวกายไว้ จิตจะเกิดความตื่นตัวหรือรู้สึกตัวได้ง่าย ทำให้การตามดูจิตง่ายไปด้วย แต่การเคลื่อนไหวกายในอาการซ้ำๆ เช่นการเดินจงกรมหรือการทำจังหวะต่างๆ ก็อาจจะถูกโมหะแทรกได้ เป็นสิ่งที่ต้องคอยระวังสังเกตเช่นกัน
อนึ่งการตามรู้กายก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขทั้ง 3 ประการนี้เช่นกัน คือ (1) ต้องดูหรือรู้ให้ถึงสภาวะของกาย ไม่ใช่คิดเรื่องกายหรือเพ่งกาย (2) ต้องดูให้เป็น และ (3) ต้องดูบ่อยๆ
6. ขยายความเรื่องการตามรู้ความรู้สึกและพฤติของจิต
การเจริญวิปัสสนานั้นจะต้องตามรู้อารมณ์ที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม ซึ่งการดูจิตเป็นวิธีการเจริญวิปัสสนาอย่างหนึ่งที่มุ่งรู้อารมณ์ในฝ่ายนามธรรม ได้แก่เจตสิกหรือความรู้สึกอันเป็นความปรุงแต่งทางใจ และจิตซึ่งจะรู้ได้โดยการตามสังเกตพฤติหรือกิริยาอาการของจิต เมื่อตามรู้มากเข้าก็จะเกิดวิปัสสนาปัญญา คือสามารถรู้ลักษณะของนามธรรมทั้งปวงว่าเป็นไตรลักษณ์ และจะพัฒนาไปสู่การรู้อริยสัจจ์ ก่อนที่จิตจะวางอารมณ์รูปนามแล้วไปรู้อารมณ์นิพพานในขั้นที่เกิดโลกุตรปัญญา กล่าวคือ
6,1 การตามรู้ความรู้สึก ในเบื้องต้นผู้ปฏิบัติส่วนมากยังไม่สามารถรู้จิตได้จริงๆ แต่อย่าได้เที่ยวแสวงหาจิตเป็นอันขาดเพราะถึงหาอย่างไรก็ไม่พบ ให้เริ่มปฏิบัติไปตามลำดับคือรู้ถึงสิ่งที่ปรุงแต่งจิตเสียก่อน ทำนองเดียวกับเมื่อจะดูของขวัญในกล่อง เบื้องต้นเรายังไม่เห็นของขวัญ แต่เห็นกระดาษห่อของขวัญ ต้องแกะสิ่งห่อหุ้มออกเสียก่อนจึงจะเห็นของขวัญได้ การดูจิตก็เหมือนกันคือเบื้องต้นเรายังเห็นจิตไม่ได้ ก็ให้รู้สิ่งที่ปรุงแต่งจิตหรือจิตสังขารไปก่อน ได้แก่ความรู้สึกสุขทุกข์ดีชั่วทั้งหลายอันเป็นเวทนาบ้างเป็นสังขารบ้าง
วิธีการรู้ได้กล่าวไว้แล้วในข้อ 5 โดยเริ่มต้นให้ทำใจให้สบายๆ อย่าเคร่งเครียดจริงจัง แล้วตามรู้ความรู้สึกในจิตใจของตนเองไปเลย ระวังอย่าไปเพ่งหรือกำหนดจดจ้องคอยดูจนจิตนิ่ง รู้บ้างเผลอบ้างก็ยังดีกว่าการนั่งจ้องแบบไม่ให้คลาดสายตา เพียงเท่านี้ก็จะทราบได้ว่าขณะก่อนหน้านั้นมีความรู้สึกใดเกิดขึ้น เช่นมีความรู้สึกสุขใจ(โสมนัสเวทนา) มีความรู้สึกทุกข์ใจ(โทมนัสเวทนา) มีความรู้สึกไม่สุขไม่ทุกข์(อุเบกขาเวทนา) มีความโลภ มีความโกรธ มีความหลง มีความฟุ้งซ่าน มีความหดหู่ซึมเซา มีความลังเลสงสัย หรือมีความผ่องใสของจิตใจ เป็นต้น เมื่อทราบถึงสภาวะดังกล่าวแล้วก็ให้หยุดอยู่แค่นั้น ไม่ต้องทำอะไรต่อไป เช่นไม่ต้องบริกรรมชื่อของสภาวะนั้น ไม่ต้องวิจารณ์ว่าสภาวะนั้นดีหรือไม่ดี ควรหรือไม่ควร ไม่ต้องคิดรักษาหรือแก้ไขสภาวะนั้น เช่นไม่ต้องพยายามรักษาความสงบสุขที่เกิดขึ้น และไม่ต้องพยายามละอกุศล เป็นต้น
เมื่อเราสามารถรู้ตัวสภาวะได้แล้ว ตัวสภาวะหรือความรู้สึกทั้งหมดนั้นจะแสดงไตรลักษณ์ให้ดูโดยไม่ต้องไปคิดถึงไตรลักษณ์ เพราะความจริงความรู้สึกทั้งหลายเหล่านั้นล้วนแต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปในที่สุด เมื่อตามรู้มากเข้าในที่สุดก็จะพบความจริงอีกว่า การเกิดและดับนั้นก็ไม่ได้เป็นไปเอง แต่เมื่อมีเหตุก็เกิดขึ้น เมื่อหมดเหตุก็ดับไป เราไม่สามารถควบคุมบังคับได้แต่อย่างใด
6.2 การตามรู้พฤติของจิต การตามรู้จิตหรือการดูจิตตามคำสอนของหลวงปู่ดูลย์ ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การให้ตามรู้ความรู้สึกสุขทุกข์ดีชั่วเท่านั้น แต่ท่านมุ่งสอนให้ตามรู้จิตจนรู้เท่าทันพฤติของจิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งพฤติประเภทที่เป็นพฤติกรรมคือการทำงานทางใจที่เจือด้วยความอยาก
ผู้ใดรู้ถึงพฤติกรรมของจิต จนจิตหมดพฤติกรรม จิตจะเกิดความรู้สึกตัว ตั้งมั่น และถอดถอนตนเองออกจากโลกของความคิดนึกปรุงแต่ง ก็จะเป็นบันไดเอื้อให้ก้าวขึ้นไปรู้อริยสัจจ์แห่งจิตได้ต่อไป เพราะเพียงจิตหลงหรือไหลเข้าไปทำงานทางใจด้วยความอยากแม้เพียงเล็กน้อยอีกเมื่อใด ความทุกข์ของจิตจะปรากฏขึ้นอย่างแจ่มชัด จนจิตหมดความอยากที่จะหลง/ไหลเข้าไปทำกรรมทางใจอีก เพราะรู้ทุกข์ได้แจ่มแจ้งแล้ว (ในขณะที่ผู้ซึ่งหลงอยู่กับโลกของความปรุงแต่งและการมีพฤติกรรมของจิตมาแต่ไหนแต่ไร จิตย่อมจมแช่อยู่กับทุกข์โดยมองทุกข์ไม่ออก เปรียบเหมือนทาสที่ถูกขังและต้องทำงานหนักมาแต่กำเนิดจะไม่รู้สึกถึงความทุกข์มากนัก แต่เมื่อใดเคยได้รับอิสระและไม่ต้องถูกบังคับให้ทำงาน ครั้นภายหลังถูกจับมาขังและถูกบังคับให้ทำงานหนักอีก เขาจะเห็นทุกข์ได้ชัดเจนยิ่งกว่าเมื่อก่อน)
พฤติกรรมของจิตนั้นมีตัณหาและความหลงเป็นพื้นฐานอยู่เสมอ พ่อแม่ครูอาจารย์วัดป่าบางรูปท่านเรียกจิตที่หลงออกทำงานทางปัญจทวาร (ตา หู จมูก ลิ้น และกาย) ว่าจิตส่งออกนอก และเรียกจิตที่หลงเข้าไปทำงานทางมโนทวาร (ใจ) ว่าจิตส่งใน ซึ่งจิตส่งในจะทำงานได้ 2 แบบหลักๆ คือทำหน้าที่ (1) หลงรู้อารมณ์จนถลำตามอารมณ์ไปอย่างหนึ่ง และ (2) หลงทำกรรมด้วยเจตนาที่ดีบ้างชั่วบ้างอีกอย่างหนึ่ง บรรดากุศลธรรมเช่นศีล สติ สมาธิ ปัญญา ก็ดี บรรดากิเลสตัณหาทั้งหลายก็ดี บรรดาความทุกข์ทางใจก็ดี เกิดขึ้นในช่วงที่จิตทำกรรมนี่เอง เมื่อจิตทำกรรมดีก็มีภาระหรือทุกข์อย่างคนดี เมื่อจิตทำกรรมชั่วก็มีภาระหรือทุกข์อย่างคนชั่ว แม้แต่นักปฏิบัติทั้งหลายก็มีภาระหรือทุกข์อย่างนักปฏิบัติ
แต่เมื่อใดจิตไม่ส่งนอกไม่ส่งในคือไม่หลง จิตจะมีความรู้สึกตัว โปร่ง ว่าง สว่าง ผ่องใส ไร้ขอบเขต ตั้งมั่น เป็นกลาง และสักว่ารู้อารมณ์หรือรู้โดยไม่หลงและทำโดยไม่หลง คือทำงานไปตามหน้าที่ของจิตเท่านั้น จิตชนิดนี้ถ้ากล่าวโดยนัยของพระปริยัติธรรมก็คือมหากุศลจิตที่ประกอบด้วยปัญญาอย่างยิ่งอย่างหนึ่ง กับมหากิริยาจิตของพระอรหันต์อีกอย่างหนึ่ง (ขอให้สังเกตด้วยว่า จิตส่งในแม้จะมีพื้นฐานมาจากอกุศลคือความหลง แต่ก็สามารถหลงทำกุศลได้ ส่วนจิตที่รู้สึกตัวนั้น ตามความรู้สึกของผู้ปฏิบัติจะรู้สึกว่าเป็นกลางๆ ไม่ส่งนอกไม่ส่งใน แต่ในทางพระปริยัติธรรมก็จัดว่าเป็นชวนจิตเหมือนกับจิตที่ส่งในนั่นเอง แต่ครูบาอาจารย์วัดป่าท่านจำแนกตามสภาวะที่ผู้ปฏิบัติรู้สึกได้ เพื่อประโยชน์ในทางปฏิบัติเท่านั้นเอง)
หน้าที่ของผู้ปฏิบัติมีเพียงการตามรู้พฤติของจิต คือถ้าจิตเคลื่อนไปทำงานทางปัญจทวารได้แก่ทางตาหูจมูกลิ้นและกายก็ให้รู้ (ถ้าไม่รู้ก็คือหลง ซึ่งหลวงปู่ดูลย์และหลวงปู่เทสก์ท่านเรียกตรงกันว่า “จิตส่งออกนอก”) ทั้งนี้ให้รู้พฤติกรรมของจิตว่าส่งออกนอกไปทางใด โดยไม่จำเป็นต้องรู้ว่าจิตไปดูรูปอะไร ไปฟังเสียงหรือเรื่องราวอะไร และไปดมกลิ่นอะไร เป็นต้น เพราะบรรดาสิ่งที่คิดว่า “อะไรๆ” ทั้งหลายนั้น ล้วนแต่เป็นบัญญัติซึ่งไม่จำเป็นต้องใส่ใจในระหว่างการเจริญวิปัสสนา
ถ้าจิตเคลื่อนไปทำงานทางมโนทวารคือทางใจก็ให้รู้ (ถ้าไม่รู้ก็คือหลง ซึ่งหลวงปู่ดูลย์ท่านเรียกว่า “จิตส่งออกนอก” เช่นเดิม คือส่งออกไปนอกเหนือจากการรู้ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและรู้สึกตัว ส่วนหลวงปู่เทสก์ท่านเรียกให้เห็นภาพตรงตามความรู้สึกว่า “จิตส่งใน”)
อนึ่งการรู้ความรู้สึกทางใจของจิตนั้น (1) ไม่จำเป็นต้องรู้อย่างละเอียดถี่ยิบ และ (2) ไม่ต้องพยายามรู้ให้ชัดเจนเกินกว่าที่จะรู้ได้ตามปกติ การพยายามรู้ให้ละเอียดยิบหรือพยายามรู้ให้ชัด อาจจะทำให้เกิดอาการหรือพฤติกรรม “หลงรู้” ขึ้นมาได้ สภาวะหลงรู้นั้นคล้ายกับผู้ปฏิบัติรู้สภาวะทั้งปวงอยู่ แต่ความจริงจิตไม่ตั้งมั่นแต่ส่งในตามอารมณ์ไป หรือจมแช่อยู่กับอารมณ์ไปแล้ว คล้ายกับคนที่ดูละครจนลืมตัว กระโดดขึ้นไปบนเวทีละครเสียแล้ว หรือคล้ายคนที่ดูสิ่งที่ลอยน้ำมา แล้วชะโงกจนตกน้ำไปแล้วแต่ไม่รู้ตัว นอกจากนี้ก็ (3) ไม่จำเป็นต้องรู้ว่ารู้ “อะไร” เช่นไม่ต้องใส่ชื่อว่าสภาวะอันนี้ชื่อนี้ๆ การพยายามใส่ชื่อ การตามพากย์ตามบรรยาย และการทำงานอย่างอื่นเกินจากการรู้ว่าสิ่งบางสิ่ง(นามธรรม)เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นการสร้างภาระส่วนเกินสำหรับการเจริญวิปัสสนาทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตามถ้ามีกำลังความสามารถพอ ผู้ปฏิบัติจะไม่ตามรู้ความรู้สึกก็ได้ เพียงตามรู้ทันว่าจิตมีพฤติกรรมไปทำงานทางใด เท่านี้ก็พอแล้ว เมื่อใดรู้เท่าทันพฤติกรรมของจิตที่ส่งนอกและส่งใน เมื่อนั้นจิตจะเลิกส่งนอกและส่งใน แล้วถอดถอนตนเองออกจากอารมณ์ที่จิตไปจมแช่อยู่ เกิดเป็นจิตรู้ หรือจิตที่รู้สึกตัวขึ้นมาแทน จิตรู้เป็นจิตที่ทำหน้าที่รู้โดยไม่มีเจตนาจะรู้ ผู้ปฏิบัติไม่ต้องทำจิตรู้ขึ้นมา เพียงรู้ว่าจิตหลงส่งนอกส่งใน จิตรู้ก็จะเกิดขึ้นเอง จิตรู้เป็นจิตที่ตั้งมั่น เป็นกลาง ปราศจากน้ำหนัก แต่เกิดอยู่ได้วับเดียวก็ดับไป หน้าที่ของผู้ปฏิบัติก็คือ หมั่นตามรู้ทันความรู้สึกและพฤติกรรมของจิตเนืองๆ เพื่อให้จิตรู้เกิดบ่อยๆ ถ้าเกิดบ่อยมากผู้ปฏิบัติจะรู้สึกเหมือนกับว่า ความรู้สึกตัวแผ่กว้างออกแล้วเบียดเอาความหลงปรุงแต่งขาดสะบั้นไป ในขณะที่ความหลงหดแคบลง คือหลงสั้นลงเรื่อยๆ
มีจุดที่ควรกล่าวถึงอีกอย่างหนึ่ง คือที่กล่าวว่าจิตเคลื่อนไปทำงานทางปัญจทวารบ้าง และเคลื่อนไปทำงานทางมโนทวารบ้างนั้น เป็นเพียงโวหารที่กล่าวตามความรู้สึกของผู้ปฏิบัติซึ่งรู้สึกไปเองว่าจิตเคลื่อนไหวไปมาได้ แท้จริงจิตไม่ได้เคลื่อนที่ไปไหน เพราะจิตนั้นเกิดที่ใดก็ดับที่นั้น เช่นเกิดทางตาก็ดับที่ตา และเกิดทางใจก็ดับที่ใจ เพียงแต่จิตเกิดดับสืบต่อกันรวดเร็วมาก จนผู้ปฏิบัติรู้สึกไปเองว่าจิตมีดวงเดียวแล้วเคลื่อนไหวไปมาได้ เป็นทำนองเดียวกับการสร้างหนังการ์ตูน คือรูปแต่ละรูปเคลื่อนไหวไม่ได้ แต่พอรูปเกิดดับสืบต่อกัน เราก็เห็นว่าตัวการ์ตูนตัวนั้นเคลื่อนไหวไปมาได้ มิหนำซ้ำยังเป็นรูปของการ์ตูนตัวเดิมทั้งที่ความจริงเป็นรูปจำนวนมากที่เกิดดับสืบเนื่องกัน
การตามรู้พฤติของจิต จะทำให้ได้ทราบกลไกการทำงานของจิตได้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้นด้วย เช่นจะพบว่าอาการส่งนอกและส่งในมีความเกี่ยวเนื่องกันได้ บางคราวจิตส่งนอกอย่างเดียวไม่มีการส่งในตามมา เช่นเมื่อเรานั่งรถผ่านไปตามย่านชุมชน และได้เห็นผู้คนที่ไม่รู้จักมากมาย อย่างนี้จิตก็ไม่ส่งในคือไม่มีการทำงานทางใจต่อไป เพราะสิ่งที่เห็นนั้นไม่มีคุณค่าที่น่าสนใจ บางคราวจิตส่งนอกแล้วก็ส่งในด้วย เช่นเราเกิดมองเห็นเพื่อนรักยืนอยู่ข้างถนน จิตเกิดความยินดีขึ้นมา แล้วคิดเพลินไปถึงความสนุกสนานที่เคยเที่ยวเล่นด้วยกันมาก่อน เป็นต้น บางคราวจิตก็ส่งในอย่างเดียว เช่นเรานั่งอยู่เฉยๆ แล้วจู่ๆ ก็เกิดนึกไปถึงศัตรูคู่อาฆาต ทั้งที่ไม่ได้เห็นหรือไม่ได้ยินสิ่งใดเกี่ยวกับคนๆ นั้น เป็นแต่จิตคิดขึ้นมาเอง ถัดจากนั้นจิตก็เกิดโทสะคือรู้สึกเคียดแค้นชิงชังขึ้นมา เป็นต้น (การส่งนอกส่งในนี้สอดคล้องกับคำสอนของพระปริยัติธรรมในเรื่องวิถีสังคหวิภาค) แต่นี่ก็เป็นความรู้ที่มากเกินจำเป็นสำหรับการเจริญวิปัสสนาไปสักหน่อย ดังนั้นไม่ต้องตั้งอกตั้งใจสังเกต เพียงแต่เป็นความรู้ที่ผู้ปฏิบัติจะเห็นได้เท่านั้นเอง เมื่อรู้แล้วก็ควรปล่อยวางเสีย คืออย่าไปหลงค้นคว้าพิจารณาจนลืมรู้สึกตัว
พฤติกรรมของจิตในลักษณะอื่นก็ยังมีอีก เช่นบางคราวจิตก็ปรุงแต่งกิเลส บางคราวกิเลสก็ปรุงแต่งจิต กล่าวคือเมื่อรู้อารมณ์ทางทวารทั้ง 6 แล้ว จิตมักจะหลงให้ค่าต่ออารมณ์นั้นๆ แล้วปรุงแต่งเป็นความยินดียินร้ายขึ้นมา ถ้าเห็นว่าอารมณ์นั้นเป็นของดีก็ปรุงความยินดีพอใจคืออยากได้อยากมีอยากเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ แล้วเกิดการกระทำทางใจได้อีกตั้งมากมายเพื่อให้ได้อารมณ์อันนั้นมา ถ้าเห็นว่าอารมณ์นั้นเป็นของไม่ดีก็ปรุงความยินร้ายคือปฏิเสธอารมณ์นั้น แล้วเกิดการกระทำทางใจได้อีกตั้งมากมายเพื่อผลักอารมณ์นั้นออกไป สำหรับการกระทำทางกายและวาจาก็เป็นผลพวงของการกระทำทางใจนั่นเอง ปรากฏการณ์เหล่านี้แสดงให้เราเห็นว่า จิตนั้นแหละปรุงแต่งกิเลสขึ้นมาคือปรุงความยินดียินร้ายขึ้นมา และกิเลสก็เข้ามาปรุงแต่งจิตคือเข้ามาบงการพฤติกรรมของจิต (ถ้าเรามีสติรู้เท่าทันกระบวนการทำงานดังกล่าวนี้ จิตก็จะสักว่ารู้อารมณ์โดยไม่ปรุงแต่งกิเลส หรือถ้าสติรู้ได้ช้าคือจิตปรุงแต่งกิเลสขึ้นมาแล้วจึงค่อยมีสติรู้ทัน ก็ยังพอใช้ได้ เพราะกิเลสจะหลุดร่วงออกจากจิตใจในทันทีที่รู้ทัน พฤติกรรมที่จะตอบสนองต่อกิเลสก็เป็นอันระงับไปเพียงนั้น จิตจะเข้าถึงความสงบผ่องใส ก่อนที่จะรู้อารมณ์แล้วปรุงกิเลสรอบใหม่ต่อไปอีก เพราะจิตยังมีอนุสัยกิเลสอยู่)
การเห็นพฤติของจิต ไม่เพียงแต่จะทำให้กิเลสและพฤติกรรมซ่อนเร้นของจิตดับไป แต่ยังจะทำให้เกิดวิปัสสนาปัญญาเห็นความจริงว่า เดี๋ยวจิตก็เกิดทางตาแล้วก็ดับไป เดี๋ยวจิตก็เกิดทางหูแล้วก็ดับไป และเดี๋ยวจิตก็เกิดทางใจแล้วก็ดับไป เป็นต้น จะทำให้เห็นความจริงว่าจิตเองก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงคือเกิดแล้วก็ดับไป จิตเองเป็นทุกข์คือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และจิตเองเป็นอนัตตาคือบังคับบัญชาไม่ได้ เช่นจะเลือกให้เกิดหรือไม่ให้เกิดทางทวารใดก็ไม่ได้ เกิดแล้วจะสั่งให้เป็นกุศลหรือห้ามเป็นอกุศลก็ไม่ได้ และจะสั่งให้จิตมีแต่ความสุขห้ามไม่ให้มีความทุกข์ก็ไม่ได้ เป็นต้น นี้เป็นการเรียนรู้จิตปรมัตถ์ และจะทำลายความเห็นผิดว่าจิต(ผู้รู้)เป็นตัวตนของตนลงได้ต่อไป
สรุปแล้วอาการที่จิตหลงไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจนี้เอง คือสิ่งที่พ่อแม่ครูอาจารย์ท่านเรียกว่า จิตส่งออกนอกบ้าง จิตส่งในบ้าง เมื่อจิตส่งออกไปรู้อารมณ์แล้วหลงอารมณ์ จนลืมกายลืมใจอันเป็นอารมณ์ปรมัตถ์ ก็ทำให้เจริญวิปัสสนาไม่ได้ ดังนั้นผู้ปฏิบัติพึงทำความรู้สึกตัวเนืองๆ ด้วยการรู้เท่าทันจิตที่ส่งนอกและส่งใน อย่าพยายามแสวงหาหรือพยายามทำจิตให้เป็นกลาง เพราะความพยายามทั้งหลายนั้นส่วนมากก็คือการส่งในเข้าไปหลงทำงานทางใจ เมื่อใดจิตเกิดความรู้สึกตัวหรือเกิดจิตรู้ได้แล้ว ก็จะสามารถเจริญวิปัสสนาได้ต่อไป คือรู้ว่าจิตที่เพิ่งดับไปนั้นเป็นอย่างหนึ่ง และจิตขณะนี้เป็นอีกอย่างหนึ่ง ความสุขทุกข์ดีชั่วทั้งหลายก็ดี จิตที่เกิดทางทวารทั้งหลายก็ดี เมื่อเกิดแล้วในที่สุดก็ต้องดับไปทั้งสิ้น
7. ขยายความเรื่องการตามรู้จิตกับการรู้แจ้งอริยสัจจ์
บทความนี้ได้กล่าวถึงการตามรู้จิตกับการรู้แจ้งอริยสัจจ์ไว้หลายแห่ง จึงขอขยายความเพิ่มเติมสักเล็กน้อยดังนี้
7.1 การตามรู้จิตเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า การตามรู้จิตหรือการดูจิตเป็นสิ่งที่หลวงปู่ดูลย์ท่านนำมาสอนบ่อยครั้งก็จริง แต่ความจริงก็คือคำสอนของพระพุทธเจ้า ได้แก่การเจริญสติปัฏฐานที่เริ่มต้นปฏิบัติโดยใช้อารมณ์ในฝ่ายนามธรรม หลักของการตามรู้จิตจึงเป็นอันเดียวกับหลักของการเจริญสติปัฏฐานที่เป็นวิปัสสนา จะผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากกันไม่ได้เลย เช่น จะต้องรู้ให้ถึงสภาวะของนามธรรมได้แก่จิตซึ่งเป็นธรรมชาติที่รู้อารมณ์ และเจตสิกหรือธรรมที่ประกอบจิต เช่นความรู้สึกสุขทุกข์ (เวทนา) และความรู้สึกโลภโกรธหลง (สังขาร) เป็นต้น
บางท่านอาจจะสงสัยว่า ในเมื่อจิตเป็นผู้รู้อารมณ์ ก็แล้วใครกันเป็นผู้รู้จิต คำตอบก็คือจิตนั่นแหละเป็นผู้รู้จิต เพราะจิตเป็นสิ่งหนึ่งในธัมมารมณ์หรือสิ่งที่รู้ได้ด้วยใจ(จิต) หลวงปู่ดูลย์ท่านจึงสอนว่า “จิตเห็นจิต”
ปัญหาประการต่อมาก็คือ ในเมื่อจิตเป็นผู้ไปรู้อารมณ์อื่นอยู่แล้ว เช่นไปรู้รูปที่ปรากฏทางตา หรือไปรู้ความโกรธที่ปรากฏทางใจ แล้วจิตจะรู้จิตพร้อมกันได้อย่างไร ในเมื่อจิตย่อมรู้อารมณ์ได้เพียงครั้งละอย่างเดียว คำตอบก็คือเมื่อจิตดวงหนึ่งรู้อารมณ์เช่นรูปบางอย่างหรือความรู้สึกต่างๆ แล้วจิตดวงนั้นก็ดับไป แล้วจึงมีจิตอีกดวงหนึ่งตามรู้จิตดวงแรกอย่างกระชั้นชิดโดยไม่มีอารมณ์อย่างอื่นมาคั่น ไม่ใช่มีจิตดวงเดียวไปรู้อารมณ์อื่นๆ พร้อมๆ กับการรู้จิต นี้เองคือการตามรู้จิต
ลองอ่านเรื่อง “การเจริญสติปัฏฐาน” ในหนังสือเล่มนี้ และทบทวนข้อ 5 ของบทความนี้เรื่อง “วิธีการตามรู้จิต” เพื่อทราบถึงความสอดคล้องกันของทั้ง 2 เรื่องนี้
7.2 การตามรู้จิตมีกี่วิธีกันแน่ ผู้ศึกษาคำสอนเกี่ยวกับการตามรู้จิต อาจจะเกิดความสงสัยอย่างที่ผู้เขียนเคยสงสัยมาแล้วว่า (1) ควรตามรู้เข้าไปให้ถึงจิตโดยตรง โดยไม่ต้องสนใจกับความปรุงแต่งของจิตเช่นความรู้สึกสุขทุกข์ดีชั่วทั้งหลาย หากความปรุงแต่งเหล่านั้นเกิดขึ้นก็ให้สลัดทิ้งไปเลยแล้วย้อนกลับมาดูจิต หรือ (2) ควรจะรู้ความปรุงแต่งของจิตจนดับไป แล้วให้จิตย้อนกลับมาดูจิตเองโดยไม่ต้องตั้งใจ
ที่ผู้เขียนเคยสงสัยเรื่องนี้ก็เพราะหลวงปู่ดูลย์ท่านสอนเสมอๆ ว่าให้ดูจิต ท่านไม่ได้สอนให้ดูความปรุงแต่งของจิตหรือจิตสังขาร ในขณะที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ตามรู้เวทนาบ้าง ตามรู้จิตที่เป็นกุศลและอกุศลบ้าง และตามรู้ธัมมารมณ์ที่เป็นนามธรรมเช่นนิวรณ์และโพชฌงค์บ้าง แสดงว่าพระองค์ท่านไม่ได้ทรงสอนว่าให้ดูจิตอย่างเดียว แต่ผู้เขียนก็ไม่เชื่อว่าหลวงปู่จะสอนธรรมขัดกับพระพุทธเจ้า เพราะหลวงปู่เป็นสาวกผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบของพระพุทธเจ้า
ในเวลาลงมือปฏิบัติจริงผู้เขียนก็ลงมือดูจิตตามคำสอนของหลวงปู่ แต่สิ่งที่ดูได้จริงในเบื้องแรกกลับเป็นความรู้สึกสุขทุกข์และกุศลอกุศลต่างๆ อันเป็นจิตสังขารไม่ใช่จิต ซึ่งก็ตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะสิ่งเหล่านี้ดูได้ง่ายกว่าจิตซึ่งเป็นอะไรอยู่ที่ไหนก็ไม่ทราบ ได้เพียรตามรู้ไปจนสามารถแยกได้ว่าอันไหนจิต(ผู้รู้) อันไหนอารมณ์ที่ถูกรู้ แล้วตามรู้อารมณ์จนจิตวางอารมณ์รูปนามอื่นเข้ามารู้จิต(ใจ) ต่อมาเมื่อปฏิบัติชำนาญขึ้น พอจิตไหวตัวจะออกไปรู้ความปรุงแต่ง จิตก็รู้ทันจิต แล้วความปรุงแต่งก็หยุดลงเพียงนั้น ปฏิบัติถึงตรงนี้จึงทราบว่าที่หลวงปู่สอนให้ดูจิตก็ถูกของท่านเช่นกัน เพราะถ้าจะรอดูจิตสังขารก็ต้องปล่อยให้จิตหลงปรุงแต่งไปช่วงหนึ่งแล้ว การปรุงแต่งหรือการทำกรรมทางใจก็คือภพ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ภพแม้เพียงเล็กน้อยก็ไม่น่าปรารถนาเลย
จึงได้ทราบว่าวิธีการปฏิบัติ 2 อย่างนี้ต่างกันโดยเทศนาโวหารคือลีลาการสั่งสอนของครูบาอาจารย์ แต่วิธีการปฏิบัติที่ผู้ปฏิบัติจะทำได้จริงมีอันเดียวตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ คือการตามรู้ทุกข์(รูปนาม/กายใจ)จนปล่อยวางได้ แต่ที่ครูบาอาจารย์ท่านเน้นให้รู้จิต ก็เพราะพวกเรามักชอบหลงจิตสังขารจนลืมจิต เช่น (1) ละเลยที่จะมีสติตามรู้การเริ่มทำงานของจิต จนกว่าจิตจะส่งในเข้าไปปรุงแต่งจิตสังขารขึ้นมาเสียก่อน แล้วจึงจะมีสติไปตามรู้จิตสังขาร (2) พอพบจิตสังขารก็เกาะติด ตามรู้ด้วยใจจดจ่อว่ามันจะเป็นอย่างไรต่อไป บางทีก็ตามจนถลำลึกเข้าไปภายใน หรือรอดูว่าเมื่อไรมันจะดับสักที หรือเกิดการทำงานทางใจอื่นๆ อีกมากมายเพื่อจะจัดการกับจิตสังขาร เช่นการเพ่ง การกำหนด และการหาทางละ เป็นต้น เหล่านี้เป็นการกระทำด้วยความหลงผิด อันเป็นการก่อภพ(การทำกรรมทางใจ) ด้วยอำนาจของตัณหาคือความอยากจะปฏิบัติธรรม
เมื่อครูบาอาจารย์เน้นให้รู้จิต เราผู้เป็นศิษย์จะได้เกิดความเฉลียวใจ ไม่หลงจิตสังขารจนลืมจิต ที่ท่านสอนให้สลัดความปรุงแต่งทิ้งไปโดยไม่ต้องตามดูความปรุงแต่ง ก็เพื่อประโยชน์ตรงนี้เอง พวกเราอย่าได้พยายามละความปรุงแต่งโดยจงใจเพื่อเข้ามารู้จิตโดยตรง เพราะผู้ฝึกใหม่จะทำได้เพียงแค่การแสวงหาจิต และการเพ่งจิตเท่านั้นเอง ไม่ใช่การรู้จิตอย่างถูกต้อง หลวงปู่จึงสอนไว้นักหนาว่า “อย่าใช้จิตแสวงหาจิต” เพียงไม่หลงจิตสังขาร ก็จะเข้ามารู้จิตได้เอง
7.3 ความรู้สึกตัวกับการปฏิบัติเพื่อเห็นแจ้งอริยสัจจ์ ธรรมดาจิตของปุถุชนย่อมหลงจมแช่และวุ่นวายอยู่กับกายและใจอันเป็นกองทุกข์มาแต่ไหนแต่ไร จนชินกับความทุกข์และดูความทุกข์ไม่ออก แต่หากจิตเคยพ้นออกจากกองทุกข์แม้เพียงชั่วคราว แล้วเกิดย้อนหลง/ไหลส่งนอกส่งในเข้าไปในกองทุกข์อีกครั้งหนึ่ง ย่อมจะเห็นทุกข์ได้ชัดเจนถึงอกถึงใจทีเดียว
การปฏิบัติธรรมเพื่อให้จิตหลุดพ้นจากกองทุกข์หรือพ้นจากความปรุงแต่งอันวุ่นวายทางใจชั่วคราวเรียกว่า จิตสิกขา ซึ่งเป็นหนึ่งในไตรสิกขาอันประกอบด้วยศีลสิกขา จิตสิกขา และปัญญาสิกขา
จิตที่พ้นจากกองทุกข์ชั่วคราวก็คือจิตที่มีสัมมาสมาธิ คือมีความตั้งมั่นไม่หลงส่งนอกส่งใน มีสติ มีสัมปชัญญะ พูดง่ายๆ ก็คือจิตมีความรู้สึกตัว เมื่อผู้ปฏิบัติคุ้นเคยกับจิตชนิดนี้แล้ว ต่อมาเมื่อจิตเคลื่อนส่งนอกส่งในเข้าไปอีก จิตจะเห็นความทุกข์อันเกิดจากความปรุงแต่งซึ่งเป็นภาระอันหนักอึ้ง และรู้สึกได้ถึงความทุกข์เพราะการขาดอิสรภาพ ได้อย่างชัดเจนยิ่งกว่าที่เคยรู้สึกมาตลอดชีวิต
วิธีทำให้จิตพ้นจากกองทุกข์ชั่วคราวมี 2 วิธีคือ
7.3.1 การทำสมถกรรมฐานให้จิตตั้งมั่น มีปีติ มีความสุข มีอุเบกขา พ้นจากความทุกข์หยาบๆ ทางใจชั่วคราว ต่อมาเมื่อออกจากความสงบ จิตเริ่มทำงานมากขึ้น (เมื่อทำความสงบจิตทำงานทางมโนทวารอย่างเดียวและรู้อารมณ์อันเดียว เมื่อออกจากความสงบจิตต้องกระทบอารมณ์ทั้ง 6 ทวาร จิตจึงเกิดการทำกรรมต่างๆ นานามากมาย ผู้ปฏิบัติจะเห็นได้ชัดเจนว่า การที่จิตมีความอยากและเกิดการดิ้นรนทำกรรมไปตามความอยากนั้น เป็นเหตุให้จิตหมดอิสระ ฟุ้งซ่านวุ่นวาย หนัก แน่น เป็นทุกข์ การทำสมถกรรมฐานจึงช่วยให้เห็นทุกข์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น แต่ก็มีจุดอ่อนคือจิตจะไปติดอกติดใจความสงบจากการทำสมถะ ยากที่จะเห็นว่าความสงบนั้นก็ยังเป็นความปรุงแต่งในขั้นละเอียดหรือเป็นทุกข์อีกอย่างหนึ่ง เว้นแต่ว่าพอจิตถอนออกจากความสงบจะมีสติตามระลึกรู้ถึงองค์ฌานที่เพิ่งดับไปสดๆ ร้อนๆ จนเห็นว่ากระทั่งความสงบสุขเหล่านั้นก็เป็นของแปรปรวนเอาเป็นที่พึ่งถาวรไม่ได้ จิตจึงจะไม่ติดสมถะ และเกิดปัญญาเห็นว่า ไม่ว่าภพหรือการทำกรรมใดๆ ของจิตก็เป็นทุกข์ทั้งสิ้น
7.3.2 การมีความรู้สึกตัวขึ้นมา ด้วยการมีสติรู้ทันความไม่ตั้งมั่นของจิต (โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการจิตส่งใน) จิตที่รู้สึกตัวจะพ้นจากความทุกข์ทางใจได้ชั่วขณะ ต่อมาเมื่อจิตเคลื่อนส่งนอกส่งใน ผู้ปฏิบัติจะเห็นความทุกข์ได้อย่างชัดเจนเช่นกัน วิธีนี้มีข้อดีคือแม้แต่จิตจะส่งในเข้าไปหาความสงบสุขด้วยความอยากจะทำสมถะ ผู้ปฏิบัติก็จะสามารถรู้ทันได้ง่าย และเห็นทุกข์เพราะการทำกรรม(ฐาน)ของจิต การปฏิบัติในแนวทางนี้จึงไม่เสี่ยงกับการติดสมถะ
สรุปแล้วการปฏิบัติธรรมเริ่มต้นได้ 2 แนวทาง ทางหนึ่งของสมถยานิกคือทำสมถะจนจิตดิ่งรวมสงบลงถึงฌานก่อน แล้วค่อยเจริญสติเจริญปัญญาในภายหลัง อีกทางหนึ่งของวิปัสสนายานิก คือมีความรู้สึกตัวแล้วตามรู้กายตามรู้ใจไปได้เลย ทั้ง 2 แนวทางนี้เมื่อปฏิบัติไปเต็มที่แล้วก็จะเห็นอริยสัจจ์ได้เช่นเดียวกัน คือจะรู้ว่าความทุกข์คืออะไร เกิดได้อย่างไร และพ้นไปได้อย่างไร
พวกเราส่วนใหญ่ทำฌานไม่ได้จริงเว้นแต่จะทิ้งโลกแล้วฝึกกันหนักอย่างพระป่า หรือมีบุญบารมีเก่าเคยสะสมมาเป็นการเฉพาะตัว ส่วนใหญ่ที่ทำสมถะกันในเวลานี้ ก็มักจะเป็นแค่การทำความสงบเพียงเล็กน้อย แล้วเคลิบเคลิ้มลืมตัวหรือออกเห็นโน่นเห็นนี่หรือเกิดปีติเล็กน้อยเช่นรู้สึกตัวใหญ่ตัวหนักตัวโคลง ฯลฯ ซึ่งไม่ใช่ฌานที่แท้จริง แต่เป็นมิจฉาสมาธิที่ประกอบด้วยโมหะและโลภะเป็นส่วนมาก ดังนั้นในความเป็นจริงแล้วเราจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากการมีความรู้สึกตัวขึ้นมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากนักหากเรากล้าพอที่จะสลัดความคิดนึกปรุงแต่งและพฤติกรรมทางใจทั้งปวง แม้กระทั่งสิ่งที่เรียกว่า “การปฏิบัติธรรม” ออกไป แล้วมีสติระลึกรู้สภาวะของจิตใจที่หลงส่งนอกส่งในเข้าไปตรงๆ ง่ายๆ และธรรมดาๆ เพียงเท่านี้ความรู้สึกตัวก็จะเกิดขึ้นในทันที ความรู้สึกตัวเมื่อจิตไม่ส่งนอกไม่ส่งในนั่นแหละ เป็นเงื่อนไขสำคัญของการเจริญปัญญา อันจะเป็นเครื่องนำเราไปสู่ความบริสุทธิ์และความพ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง แต่ถ้าจิตไม่ถอดถอนตนเองออกจากการส่งนอกและส่งใน และเกิดเป็นจิตที่รู้สึกตัว ตั้งมั่น และเป็นกลางต่ออารมณ์ทั้งปวงแล้ว จิตจะเห็นทุกข์ อันเป็นเครื่องละสมุทัย และทำนิโรธให้แจ้ง ได้ไม่ชัดเจนเลย
7.4 การตามรู้จิตกับการรู้แจ้งอริยสัจจ์ การตามรู้จิตทำให้จิตรู้เท่าทันความรู้สึกและพฤติของจิต และสามารถถอดถอนตนเองออกจากโลกของความปรุงแต่งภายใน มาสู่โลกของความรู้สึกตัวได้ ต่อมาเมื่อจิตเกิดความอยาก(ตัณหา)ในอารมณ์ทางทวารทั้ง 6 ผู้ปฏิบัติก็จะรู้ทันความอยากนั้นด้วยสติและไม่ถูกความอยากครอบงำ ก็จะไม่เกิดพฤติกรรมทางใจอันเป็นภาระต่อไป แต่ถ้าจิตถูกความอยากครอบงำ จิตจะเริ่มส่งในและเกิดพฤติกรรมทางใจขึ้นก่อน (แล้วอาจเกิดพฤติกรรมทางกายและวาจาตามมา) เพื่อพยายามตอบสนองความอยากนั้น ผู้ปฏิบัติที่ตามรู้จิตอยู่เนืองๆ จะสังเกตพบว่า พฤติกรรมทางใจหรือการคิดนึกปรุงแต่งทางใจเรื่องนั้นเรื่องนี้ที่ไม่มีวันจบสิ้นนั้นเอง เป็นภาระหนัก และจิตที่มีภาระย่อมมีความเครียด ความหนัก หรือความทุกข์เกิดขึ้น
เมื่อมีพฤติกรรมทางใจ (และทางกาย ทางวาจาแล้ว) หากจิตยังไม่ได้รับอารมณ์ที่สมอยาก จิตก็ทุรนทุรายเพราะความอยากได้บ้าง เพราะกลัวจะไม่ได้บ้าง เมื่อได้อารมณ์ที่ต้องการมาแล้วก็กลัวจะสูญเสียไป และถ้าไปได้อารมณ์ที่ไม่ต้องการก็เกิดความทุกข์อีก นี้เป็นกระบวนการเกิดความทุกข์ซ้อนทุกข์ กล่าวคือการที่จิตต้องดิ้นรนทำกรรมทางใจด้วยความอยากก็เป็นทุกข์อยู่ชั้นหนึ่งแล้ว (คล้ายกับคนที่ต้องทำงานหนัก) และความไม่สมอยากก็ทำให้จิตเป็นทุกข์เพิ่มขึ้นอีกชั้นหนึ่ง (คล้ายกับคนที่อุตส่าห์ทำงานแทบตายแล้วได้ผลตอบแทนที่ไม่น่าพอใจ)
เมื่อตามรู้จิตมากเข้าก็จะพบทุกข์เพิ่มขึ้นอีกชนิดหนึ่ง คือพบว่ามีจิตก็ทุกข์เพราะจิต (สมดังคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ว่า “มีสิ่งใดก็ทุกข์เพราะสิ่งนั้น” เช่นมีโคก็ทุกข์เพราะโค มีนาก็ทุกข์เพราะนา เป็นต้น) ตราบใดยังยึดว่าจิตเป็นตัวเรา ก็ยังต้องรักต้องหวงแหนจิต ก็ยังต้องทำกรรมเพื่อแสวงหาความสุขหรือหนีความทุกข์ต่อไปอีก ภาระในการตอบสนองความต้องการของจิตจึงไม่มีที่สิ้นสุด เพราะตัวจิตเองก็ไม่เที่ยง เดี๋ยวก็อยากนั่นเดี๋ยวก็อยากนี่ อยากได้สิ่งนี้เมื่อได้มาแล้วไม่นานก็เบื่อ เกิดไปอยากได้อารมณ์อื่นอีก ตัวอารมณ์เองก็ไม่เที่ยง เช่นอุตส่าห์ดิ้นรนหาอารมณ์ที่ดีๆ มาให้จิตแล้ว ไม่นานอารมณ์นั้นก็แปรปรวนเปลี่ยนไปอีก ก็เกิดภาระให้ต้องแสวงหาอารมณ์มาปรนเปรอให้จิตต่อไปอีก ดังนั้นตราบใดที่ยังยึดว่าจิตเป็นเราหรือเรามีจิต ยังรักยังหวงแหนจิต ตราบนั้นภาระรุงรังทางใจจะไม่มีวันจบสิ้นได้เลย เมื่อเห็นเช่นนี้แล้วจิตก็ปล่อยวางจิต ความอยากแสวงหาอารมณ์ทั้งหลายเพื่อสนองความพอใจของจิตก็จะดับไป การดิ้นรนแส่ส่ายทำกรรมทางใจก็จะหมดไป ภาระของจิตก็หมดไป เรียกว่าจิตหมดภาระหรือจิตเสร็จงาน นี้คือนิโรธหรือความสิ้นทุกข์ทางใจเพราะสิ้นตัณหา และนี้คือสิ่งที่พ่อแม่ครูอาจารย์พระป่าท่านกล่าวอยู่เสมอว่า “รู้ทุกข์ก็เป็นอันละสมุทัย”
(ถ้าจะกล่าวโดยเปรียบเทียบก็กล่าวได้ว่า จิตนี้เหมือนลูกหัวแก้วหัวแหวนของพ่อแม่ พ่อแม่อยากให้ลูกมีความสุข ก็พยายามทำงานทุกอย่างเพื่อหาสิ่งที่ดีๆ ให้กับลูก ก่อความเหน็ดเหนื่อยทุกข์ยากอย่างยิ่ง ต่อมาได้สังเกตพบว่าลูกรักนั้นหาความดีไม่ได้เลย มีแต่สร้างความทุกข์ความเดือนร้อนให้พ่อแม่อยู่เสมอ พ่อแม่ต้องเป็นทุกข์ซ้ำซ้อน คือทุกข์เพราะต้องทำงานหนักเพื่อหาสิ่งดีๆ ให้ลูก และทุกข์เพราะลูกก่อความเดือดร้อนมาให้ เมื่อเห็นเช่นนี้มากเข้าก็เกิดปัญญารู้รวบยอดว่ามีลูกก็ทุกข์เพราะลูก ความรักก็ถดถอยลง ความปล่อยวางก็เกิดขึ้น เกิดการ “ตัดหางปล่อยวัด” ต่อแต่นั้นไปพ่อแม่ก็ไม่ต้องเหนื่อยยากเกินจำเป็น ในการดิ้นรนทำงานเพื่อหาสิ่งที่ดีมาให้ลูก และลูกจะดีหรือเลว จะสุขหรือทุกข์ก็เป็นเรื่องของลูกเอง นี้เป็นที่สุดแห่งทุกข์ในเรื่องลูกของผู้เป็นพ่อแม่)
เมื่ออ่านเรื่องการตามรู้จิตแล้วก็อยากชวนเพื่อนๆ มาลองปฏิบัติดู หลวงปู่ดูลย์ อตุโลสอนว่า “การปฏิบัติธรรมไม่ใช่เรื่องยาก จะยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติเท่านั้น” ขอเชิญเพื่อนนักปฏิบัติมาลองพิสูจน์คำสอนของท่าน เผื่อจะมีพยานยืนยันคำสอนของท่านเพิ่มขึ้นอีกสักหลายๆ คน

 
Back to content | Back to main menu