จุดอ่อนของนักปฏิบัติธรรม - dhamafortune

Newsletter Email Subscription *
English
Go to content

Main menu:

จุดอ่อนของนักปฏิบัติธรรม

ข้อควรรู้ > พระพุทธศาสนา


การปฏิบัติธรรมหรือการดำเนินมรรคปฏิปทา เปรียบเหมือนการเดินทางไกลไปสู่ดินแดนที่นักสำรวจและนักเดินทางในอดีต (คือพระพุทธเจ้าและพระอริยสาวก) ทรงค้นพบและดำเนินล่วงหน้าไปก่อนแล้ว แต่เรายังไม่เคยไปยังดินแดนนั้นด้วยตนเอง ก่อนการเดินทางเราจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อม ด้วยการศึกษาเส้นทางและเรียนรู้ถึงสิ่งที่จะเป็นอันตรายในระหว่างทาง ตามคำบอกเล่าของท่านผู้ประเสริฐเหล่านั้น รวมทั้งพัฒนาศักยภาพและป้องกันแก้ไขจุดอ่อนของตนเองให้ดีเสียก่อน เพื่อการเดินทางจะได้สะดวก ราบรื่น ปลอดภัย และถึงที่หมายโดยเร็ว บทความเรื่องนี้จึงจะกล่าวถึงจุดอ่อนที่พบบ่อยในหมู่เพื่อนนักปฏิบัติ และการเตรียมความพร้อมก่อนลงมือปฏิบัติธรรม เพื่อการปฏิบัติธรรมจะได้ประสบผลสำเร็จสมตามความมุ่งหมายโดยเร็ว
จุดอ่อนที่พบบ่อยในหมู่นักปฏิบัติมีดังนี้คือ
1. การไม่ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าให้ดี นักปฏิบัติส่วนมากไม่ค่อยใส่ใจศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า พูดง่ายๆ ก็คือไม่สนใจพระปริยัติธรรม พอนึกอยากปฏิบัติธรรมก็มักจะกระทำกันใน 2 ลักษณะคือ
1.1 การลงมือปฏิบัติธรรมไปตามความรู้ความเข้าใจที่คิดเอาเอง แล้วเกิดพฤติกรรมสำคัญ 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรกลงมือนั่งสมาธิเพื่อเพ่งจ้องบังคับจิตใจให้สงบ เพราะคิดว่าการปฏิบัติธรรมก็คือการนั่งสมาธิ อีกกลุ่มหนึ่งคือพวกนักคิด ก็จะลงมือคิดพิจารณาธรรมะเอาเองโดยอัตโนมัติ หรือหาหนังสือธรรมะมาอ่านแล้วก็คิดๆ เอา เช่นคิดถึงความไม่มีตัวตนและความว่าง เป็นต้น ทั้งที่การปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนานั้น จะหยุดอยู่ในขั้นของการคิดหรือการใช้จินตามยปัญญาไม่ได้
1.2 การแสวงหาอาจารย์ ซึ่งก็พอจะแบ่งตามพฤติกรรมได้ 2 กลุ่มคือ กลุ่มแรกเข้าไปปฏิบัติธรรมในสำนักใดสำนักหนึ่งที่คิดหรือได้ยินว่า “น่าจะดี” ทั้งที่ตนเองก็ไม่มีความรู้ความเข้าใจพอที่จะแยกแยะได้ว่า คำสอนใดดีจริงเพราะสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้า หรือคำสอนใดเป็นสิ่งที่อาจารย์คิดขึ้นเองซึ่งอาจจะขัดกับคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ได้ การเลือกสำนักอาจารย์จึงกลายเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงตามบุญตามกรรม คือหากกุศลวิบากให้ผลก็ได้พบอาจารย์ดี หากอกุศลวิบากให้ผลก็ได้พบอาจารย์ผิด ต้องเสียเวลาบ้าง เสียทรัพย์สินเงินทองบ้าง เสียสุขภาพและเสียสติบ้าง อีกกลุ่มหนึ่งคือพวกที่เข้าสำนักนั้นออกสำนักนี้ไปเรื่อยๆ เพราะแยกแยะไม่ออกว่า คำสอนของแต่ละสำนักแตกต่างกันอย่างไร จึงคิดว่าที่ไหนๆ ก็ดีเหมือนกันทั้งนั้น ถ้าได้ฟังธรรมหลายแห่ง เผื่อจะเกิดความรู้ความเข้าใจธรรมะขึ้นมาบ้าง คนกลุ่มนี้ยากที่จะปฏิบัติธรรมได้จริง เพราะวันหนึ่งหัดบริกรรมพุทโธ อีกวันหนึ่งหัดกำหนดลมหายใจ อีกวันหนึ่งหัดกำหนดพองยุบ อีกวันหนึ่งหัดกำหนดรูปนามในอิริยาบถ 4 เป็นต้น รวมความแล้วก็คือ แม้จะพบอาจารย์ที่ดีก็ไม่สามารถเข้าถึงแก่นธรรมได้เลยเพราะความจับจดในการศึกษาปฏิบัติธรรม
เพื่อป้องกันจุดอ่อนในเรื่องนี้ เราควรศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมให้ชัดเจน ถึงจะไม่ศึกษามาก อย่างน้อยที่สุดก็ควรศึกษาเรื่องเกี่ยวกับ กิจในอริยสัจจ์ และ มหาสติปัฏฐาน แต่ก็ต้องระวังอย่าไปยึดถือตำราที่แต่งเติมกันขึ้นในชั้นหลังมากนักก็แล้วกัน เพราะอาจจะพาฟั่นเฝือเข้ารกเข้าพงมากยิ่งขึ้นก็เป็นได้
2. การติดใจในกามคุณอารมณ์ พูดง่ายๆ ก็คือการติดในความสุขสนุกสนานเพลิดเพลินต่างๆ ในทางโลก ได้แก่ความเพลิดเพลินพอใจในความสุขจากการได้เห็นรูปสวย ได้ยินเสียงเพราะ ได้ดมกลิ่นหอม ได้ลิ้มรสอร่อย และได้รับสิ่งสัมผัสทางกายที่ดี ทำให้ขาดความตั้งใจจริง หรือเกิดความท้อถอยที่จะปฏิบัติธรรม คล้ายกับคนที่อยากเดินทางไกลด้วย แต่ก็เสียดายความสุขสบายเมื่ออยู่บ้านด้วย กลัวว่าถ้าต้องเดินทางแล้วจะได้รับความลำบาก ดังนั้นพอออกเดินทางไปได้เพียงเล็กน้อยก็มักย่อท้อถอยหลังกลับ
ด้วยเหตุนี้เองครูบาอาจารย์บางท่าน จึงมีปณิธานที่จะอบรมสั่งสอนบรรพชิตผู้ประพฤติพรหมจรรย์เป็นพิเศษ เพราะเห็นว่าเป็นผู้สละความเพลิดเพลินในกามคุณอารมณ์ออกมาแล้ว แต่ในความเป็นจริงท่านก็ไม่ได้รังเกียจฆราวาส เพราะฆราวาสก็สามารถปฏิบัติธรรมได้ (ที่ปฏิบัติจนถึงขั้นสำเร็จเป็นพระอรหันต์ก็มีหลายท่าน เช่นยสกุลบุตร พาหิยทารุจีริยะ และพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นต้น แต่ทั้งนี้ฆราวาสผู้นั้นก็ต้องมีบารมี คือเคยฝึกฝนจิตใจจนไม่หลงใหลในกามคุณอารมณ์จนลืมธรรมะ) อย่างไรก็ตามการจะให้ฆราวาสศึกษาปฏิบัติธรรมจนถึงความบริสุทธิ์หมดจดบริบูรณ์อย่างบรรพชิตนั้นยากเต็มที เพราะวิถีชีวิตไม่เอื้ออำนวยให้ใช้ความเพียรได้เต็มที่นัก ในขณะที่เพศบรรพชิตมีภาระรุงรังน้อยกว่า นี่คือเหตุผลความจำเป็นอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ชาวพุทธควรรักษาสืบทอดการบรรพชาอุปสมบทเอาไว้ อย่าปล่อยให้สมณวงศ์ขาดสูญ เพราะจะเป็นความสูญเสียโอกาสในการปฏิบัติธรรมของผู้ต้องการความหลุดพ้น ซึ่งก็คือความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่อย่างหนึ่งของมนุษยชาติทีเดียว
เพื่อป้องกันแก้ไขจุดอ่อนในเรื่องการติดใจในกามคุณอารมณ์ ผู้ปฏิบัติควรศึกษาหลักการเจริญสติให้ดีเสียก่อนที่จะลงมือปฏิบัติ จะได้ไม่ประสบความยากลำบากมากนัก ถ้าเมื่อใดสามารถเจริญสติได้ถูกต้อง เมื่อนั้นผู้ปฏิบัติจะพบเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน คือทันทีที่มีสติ จิตจะเกิดโสมนัสเวทนาคือความสุขทางใจบ้าง เกิดอุเบกขาเวทนาคือความรู้สึกเป็นกลางและมีความสงบมั่นคงทางใจบ้าง ความสุขอันแสนประณีตนี้เอง จะทดแทนกามสุขซึ่งกลายเป็นของหยาบๆ ในความรู้สึกไปทันที จิตจะค่อยคลายออกจากความผูกพันในกามคุณอารมณ์ โดยไม่ต้องบังคับกดข่ม คล้ายกับเราสามารถทิ้งกระดูกไก่ที่มีอยู่เดิมไปได้อย่างไม่เสียดาย เมื่อมีอาหารใหม่ที่สะอาดและอร่อยกว่ามาทดแทนอย่างเหลือเฟือ
ความจริงยังมีวิธีการปฏิบัติอย่างอื่นอีกที่จะแก้ปัญหาความติดใจในกามคุณอารมณ์ได้ เช่นการฝึกสมาธิ แต่ผู้เขียนไม่ได้แนะนำเรื่องนี้ เพราะการฝึกสมาธิเหมือนดาบสองคม ถึงมีคุณก็มีอันตรายหลายอย่าง เช่นถ้าฝึกพลาดก็อาจจะวิกลจริต หรือเกิดมิจฉาทิฏฐิ หรือไปติดสุขในสมาธิ เป็นต้น ต่างจากการฝึกเจริญสติ ซึ่งได้รับความสุขด้วย และเป็นต้นทางของการเจริญวิปัสสนาได้ด้วย อย่างไรก็ตามท่านใดสนใจจะฝึกสมาธิก็ขออนุโมทนาด้วย เพราะถ้ามีครูบาอาจารย์ที่ดีคอยดูแลให้ ก็สามารถก้าวหน้าในทางธรรมได้เช่นกัน
จุดอ่อนประการที่ 3 คือการชอบคลุกคลีกับหมู่คณะ เช่นการชอบพูดคุย หรือห่วงคนนั้นห่วงคนนี้จนลืมห่วงตนเอง แม้กระทั่งความห่วงใยในกิจกรรมของส่วนรวม เมื่อสนใจหรือห่วงคนอื่น/สิ่งอื่น ก็เป็นเหตุให้จิตใจฟุ้งซ่าน ไม่ตั้งมั่นและเด็ดเดี่ยวในการปฏิบัติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติเฉพาะตัว คือต้องใช้เวลาในการตามรู้กายและตามรู้ใจของตนเองค่อนข้างสูง การคลุกคลีกับหมู่คณะนั้นมีความหมายกว้าง แม้กระทั่งการสนทนาธรรม (ทั้งต่อหน้า ทางโทรศัพท์ และทาง Internet) แบบไม่รู้จักกาละเทศะ ก็จัดเป็นการคลุกคลี เพราะจะทำให้จิตฟุ้งซ่าน และเกิดกิเลสหยาบๆ ได้ง่าย
เพื่อป้องกันจุดอ่อนในเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนอยู่เสมอว่าไม่ควรคลุกคลีกับหมู่คณะ ไม่ติดตระกูล และให้สำรวมอินทรีย์ เป็นต้น
จุดอ่อนประการที่ 4 ได้แก่ความเกียจคร้านและการผลัดวันประกันพรุ่ง เพื่อนนักปฏิบัติจำนวนมากอยากบรรลุมรรคผลนิพพานไวๆ แต่เกียจคร้านที่จะปฏิบัติธรรม หรือบางท่านห่วงงานทางโลก จะขอทำงานต่างๆ ให้เสร็จเสียก่อนจึงจะเริ่มลงมือปฏิบัติธรรม ทั้งที่ธรรมชาติของงานนั้นไม่มีวันเสร็จ ดังนั้นถ้าไม่ลงมือเจริญสติไปทำงานไป จะรอให้ทำงานเสร็จเสียก่อนก็มักจะไม่มีโอกาสได้ปฏิบัติธรรมจนตลอดชีวิต แท้จริงแล้วในระหว่างการทำงานที่ไม่ต้องใช้ความคิดมากนัก ถ้าเข้าใจเรื่องการปฏิบัติธรรมก็สามารถปฏิบัติธรรมไปพร้อมกับการทำงานได้เลย
อุบายในการแก้ความเกียจคร้านเฉื่อยชามีหลายอย่าง เช่นการหมั่นไปพบครูบาอาจารย์เป็นครั้งคราว การข่มใจด้วยการตั้งใจมั่นว่า ขี้เกียจก็จะปฏิบัติ ขยันก็จะปฏิบัติ และการพิจารณามรณสติ เป็นต้น
จุดอ่อนประการที่ 5 ได้แก่ความไม่อดทนต่อคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ นับตั้งแต่การไม่ทำในสิ่งที่ครูบาอาจารย์แนะนำให้ทำ ไม่เว้นในสิ่งที่ครูบาอาจารย์ให้เว้น หรือถือความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่ เช่นสั่งให้ทำสมถะก็จะทำวิปัสสนา สั่งให้ทำวิปัสสนาก็จะทำสมถะ สั่งให้ตามรู้กายก็จะตามรู้จิต สั่งให้ตามรู้จิตก็จะตามรู้กาย หรือดื้อรั้น ตีโพยตีพาย หรือโกรธเคืองครูบาอาจารย์ที่สั่งสอน เป็นเหตุให้ครูบาอาจารย์ท้อใจและทอดธุระที่จะอบรมสั่งสอน นับว่าเสียประโยชน์ของตนโดยแท้ แต่ทั้งนี้จุดอ่อนในข้อนี้หมายถึงการไม่อดทนต่อคำสั่งสอนของครูบาอาจารย์ที่สอนถูกต้องตามพระธรรมวินัยเท่านั้น หากครูบาอาจารย์สอนไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ก็ควรพิจารณาตนเองว่าเหตุใดจึงได้ครูบาอาจารย์เช่นนั้น แล้วอย่าทำผิดเช่นนั้นอีก
อุบายแก้ดื้อนั้นพวกเราควรคิดพิจารณาเอาเอง เพราะหากแก้ไขตนเองไม่ได้ และครูบาอาจารย์แก้ให้ไม่ไหว ครูบาอาจารย์ก็จำเป็นต้องใช้มาตรการสุดท้าย ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสั่งท่านพระอานนท์ให้นำไปใช้กับท่านพระฉันนะจอมดื้อ คือการลงพรหมทัณฑ์ ได้แก่การเลิกอบรมสั่งสอน
จุดอ่อนประการที่ 6 ได้แก่การละเลยศีลสิกขา เรื่องนี้เพื่อนนักปฏิบัติบางท่านไม่เห็นความจำเป็นของการรักษาศีล มุ่งแต่จะทำสมาธิหรือเจริญปัญญา ซึ่งนับว่าเป็นการข้ามขั้นตอนของการปฏิบัติ คล้ายกับการสร้างอาคารบนพื้นที่ไม่แข็งแรงและไร้การวางฐานรากที่ดี สมาธิที่ไร้ศีลนั้นเสื่อมง่าย ส่วนปัญญาที่ไร้ศีลก็มักจะเป็นปัญญาจอมปลอมที่เป็นเครื่องมือของกิเลสมากกว่าจะเป็นเครื่องชำระกิเลส ดังนั้นถ้าเราต้องการปฏิบัติธรรมเพื่อให้ถึงมรรคผลนิพพานกันจริงๆ ก็ไม่ควรละเลยการรักษาศีล อย่างต่ำก็ต้องมีศีล 5 ประจำใจไว้ทุกวันๆ จึงจะนับได้ว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เหมาะแก่การจะสร้างคุณงามความดีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป
จุดอ่อนประการที่ 7 ได้แก่การละเลยจิตสิกขา คือไม่ใส่ใจจะศึกษาเรื่องการเตรียมจิตให้พร้อมสำหรับการเจริญวิปัสสนา จำแนกได้ 2 ลักษณะคือ กลุ่มแรกสนใจการทำสมาธิแต่หลงไปทำมิจฉาสมาธิ ประเภทมุ่งทำจิตให้สงบแบบลืมเนื้อลืมตัวบ้าง มุ่งจะเอาฤทธิ์เดชหรืออภิญญาบ้าง หรือมุ่งจะเที่ยวรู้เที่ยวเห็นสิ่งที่เหนือธรรมดาต่างๆ บ้าง อีกกลุ่มหนึ่งไม่สนใจการเตรียมความพร้อมของจิตเลย คือไม่สนใจเรื่องสัมมาสมาธิ จู่ๆ ก็เอาจิตที่ไม่มีคุณภาพไปกำหนดรู้กาย กำหนดรู้ใจ ลักษณะเช่นนี้มักเกิดขึ้นกับนักปฏิบัติที่อ่านมาก รู้มาก หรือคิดมาก จึงเห็นความสำคัญเฉพาะศีลสิกขาและ/หรือปัญญาสิกขาเท่านั้น แท้จริงก่อนการปฏิบัติธรรมในขั้นการเจริญสติเจริญปัญญา จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมของจิตหรือมีจิตสิกขาเสียก่อน จนกระทั่งจิตมีสัมมาสมาธิคือตั้งมั่น อ่อน ควรแก่การงาน ปราศจากกิเลสและอุปกิเลสนั่นแหละ จึงควรใช้จิตชนิดนี้ไปเจริญสติเจริญปัญญา มิฉะนั้นแล้วจิตจะฟุ้งซ่านจับอารมณ์ปรมัตถ์ได้ไม่ชัดเจนบ้าง ไปหลงเพ่งอารมณ์บัญญัติบ้าง ไปคิดถึงอารมณ์ปรมัตถ์บ้าง ถูกกิเลสครอบงำจนลืมการปฏิบัติบ้าง และที่สำคัญก็คือ ถ้าขาดสัมมาสมาธิจะรู้ทุกข์ได้ไม่ชัดเจนถึงอกถึงใจ จึงไม่สามารถปล่อยวางความยึดถือรูปนามได้
จิตสิกขาไม่ได้หมายความถึงการนั่งสมาธิหรือการทำฌานอย่างเดียว มีมากทีเดียวที่พวกเราทำสมาธิกันแล้วจิตไม่ตั้งมั่น แต่กลับถูกโมหะบ้าง ถูกราคะบ้างเข้าแทรก เรื่องจิตสิกขาเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นการทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว เกิดความรู้สึกตัวหรือรู้เนื้อรู้ตัว แล้วรู้กายรู้ใจได้ ดังจะได้กล่าวต่อไปในหนังสือเล่มนี้
จุดอ่อนประการที่ 8 ได้แก่ความอยากปฏิบัติธรรม นักปฏิบัติธรรมเกือบทั้งหมดเจริญสติปัฏฐานด้วยจิตที่ถูกตัณหาหรือความอยากจะปฏิบัติเข้าแทรก จึงเกิดการดิ้นรนทางจิตต่างๆ นานา เช่นเกิดการตั้งท่าหรือจงใจปฏิบัติ เกิดการแสวงหาอารมณ์ เกิดการเพ่งอารมณ์หรือจงใจกำหนดอารมณ์ คือส่งจิตเข้าไปเพ่งอารมณ์ภายในบ้าง ตรึงความรู้สึกไว้ที่กายบ้าง และเกิดการแทรกแซงจิตและอารมณ์ หรือคิดพิจารณาอารมณ์และธรรมอื่นๆ ด้วยจิตที่ฟุ้งซ่านบ้าง ทำให้จิตพลาดจากการรู้สภาวธรรมอย่างถูกต้อง
แท้จริงการเจริญสติปัฏฐานก็ไม่มีอะไรมากนักหรอก เพียงมีความรู้สึกตัว แล้วตามรู้กายหรือตามรู้ใจไปตามความเป็นจริงของกายหรือใจเท่านั้นเอง หากมีความรู้สึกตัวได้แล้ว ถึงไม่อยากจะรู้ ก็ต้องรู้กายหรือรู้ใจอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน
จุดอ่อนประการที่ 9 ได้แก่การคาดหวังผลของการปฏิบัติ โดยมุ่งความสำเร็จของการปฏิบัติด้วยอำนาจของกิเลสตัณหา ประเภทอยากรู้ อยากเห็น อยากเป็น อยากได้ในสิ่งที่ดีงามต่างๆ ทำให้จิตไม่ตั้งมั่นและฟุ้งซ่านวุ่นวาย ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว หากนักปฏิบัติท่านใดตั้งเป้าหมายไว้เพียงการจะตามรู้กายตามรู้ใจ เพื่อรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง จะมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่าผู้ที่ปฏิบัติด้วยความคาดหวังว่าจะได้ผลอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อนั้นเมื่อนี้ ซึ่งเมื่อไม่ได้ผลตามที่คาดหวังไว้ก็มักจะหมดกำลังใจที่จะปฏิบัติธรรมในเวลาอันรวดเร็ว
จุดอ่อนประการที่ 10 ได้แก่ความประมาท คือการละทิ้งการเจริญสติ หรือทิ้งความรู้สึกตัว และทอดทิ้งการตามรู้กายตามรู้ใจของตนเอง จะทอดทิ้งด้วยเหตุใดก็ตาม จัดว่าเป็นความประมาทได้ทั้งสิ้น บุคคลผู้ไม่มีความรู้สึกตัวก็เหมือนคนตายหรือคนนอนหลับ มีชีวิตอยู่ร้อยปีก็ไร้ความหมายเพราะมัวแต่อยู่ในโลกของความฝัน ไม่ได้อยู่ในโลกของความเป็นจริง สู้ผู้มีชีวิตเพียงวันเดียวซึ่งเจริญสติอยู่ด้วยความไม่ประมาทไม่ได้
วิธีการทำให้ความรู้สึกตัวเกิดบ่อยๆ ก็คือการเจริญสติปัฏฐาน ซึ่งจะได้กล่าวต่อไปในหนังสือเล่มนี้
เพื่อนนักปฏิบัติที่สามารถขจัดจุดอ่อนในตนเองได้มากเท่าใด ก็มีความพร้อมในการเจริญมรรคมากขึ้นเท่านั้น เปรียบเหมือนคนที่เตรียมตัวอย่างดีในการเดินทางไกล นับตั้งแต่การศึกษาแผนที่คือศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า หาผู้นำทางคือกัลยาณมิตรหรือครูบาอาจารย์ หาอุปกรณ์ที่จำเป็นคือศีลและสมาธิ เตรียมกายเตรียมใจให้พร้อมที่จะรับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงด้วยความมีสติไม่ประมาท และมีใจเด็ดเดี่ยวไม่ห่วงหน้าพะวงหลัง บุคคลเช่นนี้มีโอกาสประสบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรม คือสามารถพ้นทุกข์ ได้มากกว่าคนที่ลงมือปฏิบัติธรรมไปตามยถากรรม

 
Back to content | Back to main menu