ทางแยก - dhamafortune

Newsletter Email Subscription *
English
Go to content

Main menu:

ทางแยก

ข้อควรรู้ > พระพุทธศาสนา


บทความหลายเรื่องในหนังสือเล่มนี้ ได้เล่าถึงเส้นทางสายเอกของการเจริญวิปัสสนาที่พระพุทธเจ้าประทานไว้ให้กับพุทธสาวกทั้งหลาย แต่เส้นทางสายนี้มีทางแยกให้เราสับสนและเดินทางผิดอยู่เป็นระยะๆ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเราเอง การได้รู้เส้นทางที่ผิด จะช่วยให้การเดินทางตรงเป้าหมายยิ่งขึ้นและไม่เสียเวลามากนัก
1. จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติธรรม
การเดินทางต้องมีจุดหมาย การปฏิบัติธรรมในทางพระพุทธศาสนาก็ต้องมีจุดมุ่งหมายเช่นกัน ซึ่งจุดมุ่งหมายในระยะยาวได้แก่การพ้นจากการเวียนว่ายในสังสารวัฏ หรือพ้นจากการต้องเกิดมีขันธ์ 5 / รูปนาม / กายใจ อันเป็นกองทุกข์ (ลองพิจารณาดูเถิดว่าอะไรเป็นทุกข์ ถ้าไม่ใช่กายทุกข์ ก็ต้องใจทุกข์นั่นแหละ ดังนั้นถ้ายังมีกายมีใจ ก็ต้องมีทุกข์ร่ำไป) ส่วนจุดมุ่งหมายระยะสั้นได้แก่การพ้นทุกข์ทางจิตใจอันเนื่องมาจากกิเลสตัณหาต่างๆ ที่คอยบีบคั้นจิตใจอยู่เกือบตลอดเวลา
ดังนั้นถ้านักปฏิบัติธรรมมุ่งไปสู่จุดหมายอื่น นอกเหนือจากการปฏิบัติเพื่อให้เกิดสติปัญญาลดละตัณหา เช่นมุ่งปฏิบัติเพื่อจะได้เกิดในภพภูมิที่ดี นับตั้งแต่พรหมโลกลงมาจนถึงกามสุคติภูมิ คือสวรรค์ หรือมนุษย์ประเภทหล่อ/สวย รวย เก่ง และโชคดีตลอดกาล หรือปฏิบัติเพื่อแก้กรรม สะเดาะเคราะห์ ต่อชะตาชีวิต หรือเพื่อความมีโชคลาภและกามสุขต่างๆ ในชาติปัจจุบัน เหล่านี้ก็นับว่าหลงแยกออกนอกเส้นทางของพระพุทธศาสนาไปแล้ว
2. เป้าหมายแรกของการปฏิบัติธรรม
หากต้องการพ้นทุกข์ สิ่งที่ต้องทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก็คือการรู้ทุกข์ ได้แก่การตามรู้กายและตามรู้ใจของตนเนืองๆ จนเห็นความจริงว่ากายกับใจนี้เป็นสิ่งที่บังคับบัญชาไม่ได้ หรือไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง หากเห็นว่ากายกับใจไม่ใช่ตัวเราเมื่อใด ก็จัดว่าเป็นผู้เห็นธรรมเมื่อนั้น ครูบาอาจารย์วัดป่าจึงมักจะสอนอยู่เสมอๆ ว่า “รู้ทุกข์คือรู้ธรรม”
ดังนั้นถ้านักปฏิบัติไม่สนใจที่จะคอยตามรู้กายหรือตามรู้ใจของตนอยู่เนืองๆ แต่มุ่งไปทำสิ่งอื่น เช่นการกดข่มทรมานกายทรมานใจเพื่อดัดแปลงจิตดัดแปลงอารมณ์ การส่งจิตไปอยู่กับความว่างไม่ยอมรู้กายรู้ใจ การปล่อยกายปล่อยใจให้หลงเพลินไปกับโลก การหนีโลกหนีความจริงด้วยการปิดหูปิดตานั่งสมาธิให้ลืมเนื้อลืมตัว และการทำสมาธิเพื่อจะเที่ยวรู้เห็นนิมิตหรือเที่ยวออกไปภายนอก ฯลฯ เหล่านี้ก็นับว่าหลงแยกออกนอกเส้นทางของพระพุทธศาสนาไปแล้ว
3. สติที่ถูกต้อง
การตามรู้กายหรือตามรู้ใจมีศัพท์เฉพาะเรียกว่าการเจริญสติปัฏฐาน ซึ่งเครื่องมือสำคัญคือสติ และมีหลักการสำคัญประการหนึ่งคือ จะต้องเจริญสติโดยไม่ถูกตัณหาหรือความอยากเข้าครอบงำ สติที่ถูกต้องหรือสัมมาสติจึงต้องเกิดขึ้น โดยไม่จงใจกำหนดด้วยความอยากจะรู้กายรู้ใจ
เดิมเรามักแปลคำว่า “สติ” ว่า “ความระลึกได้” ซึ่งหมายความว่ารูปนามมีอาการอย่างไร ก็มีสติตามรู้อาการนั้นไปอย่างซื่อตรง โดยรูปนามเป็นเพียงเครื่องอาศัยรู้ของจิต เครื่องอาศัยระลึกของสติ
แต่ในระยะหลังๆ นี้เราชอบแปลคำว่า “สติ” ว่า “การกำหนดรู้” ซึ่งคำว่า “กำหนด” นั้น มักมีกิจกรรมที่ต้องทำมากกว่าการตามรู้ เช่น (1) การดักรู้ไว้ก่อน คือจงใจเพ่งจ้องกายเพ่งจ้องใจเพื่อรอดูว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง เมื่อเพ่งจ้องมากๆ เข้า กายก็แข็ง ใจก็แข็ง หรือเกิดนิมิตและอาการของจิตต่างๆ ขึ้น แล้วหลงว่าเกิดวิปัสสนาญาณ และ (2) การเอาความคิดเห็นเข้าไปเจือปนกับการรู้ นี้ก็คือทางแยกอีก 2 สายของนักเจริญสติ
จุดที่ผิดพลาดกันมากอีกอย่างหนึ่งในระหว่างการเจริญสติก็คือ การเข้าไปแก้ไขอาการของจิต เช่นเมื่อจิตไม่สงบก็พยายามหาทางทำให้สงบ เมื่อจิตมีกิเลสก็พยายามหาทางแก้กิเลส การแก้อาการของจิตเป็นเรื่องของการทำสมถกรรมฐาน ในขณะที่การทำวิปัสสนานั้น กายอยู่ในอาการอย่างไรก็ให้รู้ไปตามนั้น และจิตมีอาการอย่างไรก็ให้รู้ไปตามนั้น
จุดที่ผิดพลาดกันอีกจุดหนึ่งในระหว่างการเจริญสติ แต่มีไม่มากรายนักได้แก่การเกิดวิปัสสนูปกิเลสซึ่งมีหลายชนิด ที่พบบ่อยก็เช่นการเกิดความฟุ้งซ่านในธรรม คือในเวลาปกติก็เหมือนคนปกติ แต่เวลาได้ยินได้ฟังธรรมะแล้วจิตจะเกิดความฟุ้งซ่านพลุ่งพล่านในธรรมจนลืมตัว หรือบางคนก็ตั้งสติจนกล้าแข็งมากผิดธรรมดา เป็นต้น
ทางแยกเหล่านี้มีรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายในแต่ละบุคคล บางอย่างทำให้เกิดความเครียด หรือเกิดความเจ็บป่วยทางกายและจิตใจ บางอย่างทำให้เนิ่นช้า บางอย่างทำให้กิเลสเกิดมากขึ้น เช่นงมงายมากขึ้น ถือว่าตนเก่งมากขึ้น หรือขาดสติมากขึ้น
4. สมาธิที่ถูกต้อง
สมาธิที่ถูกต้องหรือสัมมาสมาธิ คือ “ความตั้งมั่นของจิต” เป็นสภาวะที่จิตตั้งมั่นและเป็นกลางเมื่อสติระลึกรู้อารมณ์รูปนามอันเป็นอารมณ์ของการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ทั้งนี้จิตที่มีสัมมาสมาธิจะมีลักษณะสำคัญ 2 ประการได้แก่ (1) จิตไม่หลง ไม่ไหล ไม่คลาดเคลื่อนไปจากอารมณ์รูปนามที่สติกำลังระลึกรู้ แล้วไปหลงอารมณ์บัญญัติแทน เช่นคลาดเคลื่อนจากการตามรู้กายไปเป็นการคิดเรื่องกาย หรือหลงไปคิดเรื่องอื่นๆ และ (2) จิตไม่หลงเข้าไปจมแช่อยู่กับอารมณ์กรรมฐานอย่างลืมเนื้อลืมตัว
ความผิดพลาดอย่างแรกสังเกตได้ง่าย แต่ความผิดพลาดอย่างหลังสังเกตได้ยากสักหน่อย เพราะนักปฏิบัติบางท่านกลับคิดว่าเวลารู้อารมณ์แล้ว ต้องส่งจิตเข้าไปจมแช่กับอารมณ์จึงจะดี เพราะจะได้รู้อารมณ์ได้ชัดเจน ดังนั้นเมื่อรู้ลมหายใจจิตก็จมแช่กับลมหายใจ เมื่อรู้เท้า รู้ท้อง รู้มือ จิตก็เคลื่อนเข้าไปจมแช่อยู่ที่เท้า ที่ท้อง และที่มือ เป็นต้น จริงอยู่การรู้อารมณ์ในลักษณะนี้เหมือนกับจะรู้อารมณ์ได้ชัด แต่ก็ชัดแบบคนที่กระโจนเข้าไปมีส่วนร่วมในสถานการณ์ เช่นดูละครก็โดดเข้าไปดูอยู่บนเวที หรือดูปลาในน้ำก็โดดลงไปในน้ำ เป็นต้น
นอกจากนี้พวกเราบางคนมักนิยมแปลความหมายของสมาธิว่า “ความสงบของจิต” ดังนั้นพอเราคิดถึงการปฏิบัติธรรมก็มักจะคิดถึงการนั่งหลับตาเข้าสมาธิ นั่งจนลืมตัวบ้าง หรือนั่งจนจิตใกล้สงบแล้วสติอ่อนกำลังลง แล้วจิตกลับฟุ้งซ่านออกไปเห็นนั่นเห็นนี่อย่างที่เรียกว่าเกิดนิมิตบ้าง นักทำสมาธิที่ไปหลงนิมิตนั้นมีมากและแก้ไขยากเพราะเจ้าตัวมักจะภูมิใจใน “ความสามารถพิเศษ” ของตนเอง นี่เป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก เพราะสมาธิที่แท้ในทางพระพุทธศาสนานั้น ต้องมีประจำอยู่กับจิตที่เจริญสติในทุกๆ อิริยาบถ ไม่ใช่มีสมาธิเฉพาะตอนนั่งหลับตาเท่านั้น และไม่เกี่ยวกับการรู้เห็นนิมิตพิสดารใดๆ เลย
เพื่อนนักปฏิบัติอีกส่วนหนึ่งก็สุดโต่งไปอีกข้างหนึ่ง คือไม่สนใจเรื่องของสมาธิเลยเพราะจะเอาแต่ปัญญา ทั้งที่พระพุทธเจ้าทรงสอนทั้งเรื่องศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อนกลุ่มนี้บางคนก็มุ่งคิดพิจารณาธรรมเข้าไปตรงๆ บ้าง มุ่งเอาสติกำหนดจี้ใส่อารมณ์บ้าง เหล่านี้ล้วนเป็นทางแยกหลายสายที่พาให้หลงทางได้ทั้งสิ้น
5. ปัญญาที่ถูกต้อง
ปัญญาที่ใช้ในการเจริญวิปัสสนาต้องเป็นภาวนามยปัญญา อันเป็นปัญญาที่เกิดจากการมีสติตามรู้กายตามรู้ใจด้วยจิตใจที่ตั้งมั่น จนรู้และเข้าใจความจริงของกายและใจว่าไม่ใช่ตัวเราของเรา และสามารถปล่อยวางความยึดถือกายและใจได้ในที่สุด เพื่อนนักปฏิบัติอย่าไปหลงเข้าใจว่า (1) วิปัสสนาปัญญาเกิดจากการทำใจให้สงบนิ่งเฉย หรือ (2) วิปัสสนาปัญญาเกิดจากการอ่านและการฟังซึ่งเรียกว่าสุตตมยปัญญา หรือ (3) วิปัสสนาปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณาซึ่งเรียกว่าจิตตามยปัญญา
จริงอยู่ที่เบื้องต้นเราต้องฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าให้เข้าใจ และคิดใคร่ครวญทำความเข้าใจถึงวิธีการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่เมื่อรู้วิธีการปฏิบัติแล้ว เราก็มีหน้าที่มีสติตามรู้กายตามรู้ใจด้วยจิตที่ตั้งมั่นจนเกิดวิปัสสนาปัญญาไปตามลำดับ
เรื่องการใช้ปัญญาผิดประเภท ก็เป็นทางแยกใหญ่อีกเส้นหนึ่ง เพราะพวกเราไม่คุ้นเคยและไม่รู้จักปัญญาที่เกิดจากการตามสังเกตการณ์รูปนาม หรือการตามรู้กายใจ แต่พวกเรามักเคยชินกับการแสวงหาปัญญาด้วยการอ่าน การฟัง และการคิดเท่านั้น บางท่านถึงขนาดประกาศทัศนะว่า “การเจริญวิปัสสนาคือการคิดอย่างเป็นระบบ” ทัศนะเช่นนี้ผิดทั้งหลักปริยัติและหลักปฏิบัติ คือในภาคปริยัติระบุชัดเจนว่า การเจริญวิปัสสนาที่แท้จริงซึ่งเริ่มต้นที่อุททยัพพยญาณนั้น จะต้องไม่เจือด้วยจินตามยปัญญา ส่วนในภาคปฏิบัตินั้นครูบาอาจารย์วัดป่าหลายรูปท่านสอนอยู่เนืองๆ ว่าให้รู้ ไม่ใช่ให้คิด เพราะความคิดนั่นแหละเป็นเครื่องปิดบังการรู้ (รายละเอียดจะอ่านได้จากบทความหลายเรื่องในหนังสือเล่มนี้ ส่วนการคิดพิจารณาอย่างเป็นระบบ สมเหตุสมผล ตรงตามหลักการปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ น่าจะใกล้กับคำว่า “โยนิโสมนสิการ” มากกว่าคำว่า “วิปัสสนา”)
6. วิมุตติ/การบรรลุมรรคผลที่ถูกต้อง
เพื่อนนักปฏิบัติบางท่านไปหลงในอาการของจิตบางอย่างว่าเป็นการบรรลุมรรคผล เช่นจิตเกิดดับวูบหมดความรู้สึกไปชั่วขณะ พอเกิดความรู้สึกตัวก็คิดว่าช่วงที่จิตหายไป หรือช่วงที่เหมือนกับไม่มีจิตนั้น เป็นการบรรลุมรรคผลเพราะไม่รู้สึกถึงความมีอยู่ของรูปนาม แท้จริงการไม่รู้รูปนามก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องรู้นิพพาน และในขณะที่เกิดมรรคผลซึ่งมีอารมณ์นิพพานนั้นก็มีจิตและเจตสิก ไม่ใช่ไม่มีจิตและเจตสิก เรื่องนี้พระอภิธรรมจะอธิบายได้อย่างชัดเจนถึงวิถีจิตในขณะที่บรรลุมรรคผล
บางท่านจิตเกิดถ่ายทอดธรรมะขึ้นมาบ้าง จิตเทศน์ให้ตนเองฟังบ้าง ตนเองคลุ้มคลั่งอยากแสดงธรรมะบ้าง จิตวูบวาบหรือมีอาการแปลกๆ อย่างอื่นบ้าง จิตหลงไปเกาะอยู่กับความว่างบ้าง ก็เกิดความสำคัญมั่นหมายว่าได้บรรลุธรรมแล้ว นี้เป็นทางแยกที่น่ากลัวมากทีเดียว
7. เครื่องป้องกันการหลงทาง
แม้ทางแยกที่ชวนให้หลงทางในระหว่างการปฏิบัติจะมีอยู่มาก แต่พวกเราก็มีเครื่องช่วยป้องกันการหลงทางอยู่ 2 ประการคือ (1) กัลยาณมิตร คือครูบาอาจารย์ที่เคยเดินทางไปก่อนแล้ว และ (2) โยนิโสมนสิการ คือการรู้จักเฉลียวใจคิดพิจารณาว่า ทางที่เดินอยู่นั้นตรงตามหลักการและวิธีการที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้หรือไม่ เช่นถ้าสังเกตพบว่ามีตัณหาแทรกอยู่ในระหว่างการปฏิบัติธรรม หรือถ้าไม่รู้ทุกข์คือกายกับใจ แต่พยายามละทุกข์ ก็แสดงว่าปฏิบัติผิดพลาดไปแล้ว เป็นต้น
สำหรับผู้เขียนเองก็มีเครื่องสังเกตอยู่อย่างหนึ่ง คือถ้าปฏิบัติไขว้เขวออกจากการมีความรู้สึกตัวแล้วตามรู้จิตตนเองเมื่อใด ก็แสดงว่าเดินพลาดแล้ว เช่นถ้ามัวตามจัดการกับกิเลสตัวใดตัวหนึ่ง โดยละทิ้งการรู้จิตใจตนเอง ก็แสดงว่าถูกกิเลสหลอก เพราะพ่อแม่ครูอาจารย์พระป่าท่านมักสอนว่า กิเลสจะพยายามหลอกให้เราเลิกรู้จิตใจตนเองเสมอๆ เนื่องจากหัวหน้ากิเลสมันซ่อนอยู่ที่จิตใจเรานี่เอง
ธรรม 2 ประการนี้สำคัญมากสำหรับผู้ปฏิบัติ ถึงขนาดที่พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า กัลยาณมิตรอย่างหนึ่ง และโยนิโสมนสิการอีกอย่างหนึ่ง คือทั้งหมดของพรหมจรรย์ (การประพฤติปฏิบัติธรรม)

 
Back to content | Back to main menu