หลักธรรมสำคัญในภาคปฏิบัติ - dhamafortune

Newsletter Email Subscription *
English
Go to content

Main menu:

หลักธรรมสำคัญในภาคปฏิบัติ

ข้อควรรู้ > พระพุทธศาสนา


เพื่อนนักปฏิบัติหลายท่านปรารภกับผู้เขียนอยู่เสมอว่า ผู้สนใจการปฏิบัติธรรมมักประสบความยุ่งยากในการแสวงหาสำนักปฏิบัติ เพราะสำนักต่างๆ มีอยู่มาก ทุกสำนักล้วนมีครูบาอาจารย์ที่น่าเคารพนับถือ และต่างก็ประกาศจุดยืนว่า สำนักของตนสอนได้ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้จะทราบได้อย่างไรว่าสำนักใดสอนได้ถูกต้องบ้าง
ผู้เขียนมักตอบว่า ถ้าต้องการทราบว่าผู้ใดสอนได้ตรงตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้หรือไม่ ก็ต้องศึกษาพระปริยัติธรรม เพราะพระปริยัติธรรมคือแหล่งรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่มีหลักฐานชัดเจนและได้รับการรักษาสืบทอดกันมาเป็นอย่างดี นับตั้งแต่วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระธรรมวินัยซึ่งได้รับการเก็บรักษาไว้ในรูปของพระปริยัติธรรมก็คือศาสดาของพวกเราชาวพุทธทั้งปวง
เพื่อนนักปฏิบัติก็ยังปรารภต่อไปว่า พระธรรมวินัยมีอยู่มาก กว่าจะศึกษาได้ทั่วถึงก็ต้องใช้เวลาหลายปี บางคนมีเวลาไม่พอ หรือมีกำลังไม่พอที่จะศึกษาได้ เป็นไปได้หรือไม่ที่ผู้เขียนจะสรุปย่อพระปริยัติสัทธรรมที่จำเป็นที่สุดที่ผู้ปฏิบัติควรจะทราบไว้ แล้วนำมาเล่าสู่กันฟัง
นี้คือที่มาของบทความ 4 เรื่องต่อไปนี้ ได้แก่ (1) หลักธรรมสำคัญในภาคปฏิบัติ (2) แม่บทหลักของการปฏิบัติธรรม (3) การเจริญสติปัฏฐาน และ (4) รูปนามที่จำเป็นต้องรู้จัก
ในการประมวลธรรมทั้ง 4 หัวข้อนี้ ผู้เขียนได้ศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎกและอรรถกถา รวมทั้งคำอธิบายธรรม (อภิธรรม) ซึ่งปรากฏในคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะและวิสุทธิมรรค เป็นต้น ทั้งนี้ผู้เขียนต้องขอขอบคุณสำนักเรียนพระอภิธรรมหลายแห่ง ซึ่งผู้เขียนได้อาศัยคำบรรยายและตำหรับตำราเป็นคู่มือในการศึกษาธรรมเหล่านี้ด้วย
ขอเชิญเพื่อนนักปฏิบัติที่สนใจ อ่านพระปริยัติสัทธรรมที่จำเป็นสำหรับนักปฏิบัติได้แล้ว โดยเริ่มจากเรื่อง หลักธรรมสำคัญในภาคปฏิบัติ ส่วนผู้ที่ไม่สนใจและเกรงความสับสน จะข้ามบทความที่อ่านยากเหล่านี้ไปก่อนก็ได้ เมื่อได้ปฏิบัติจนบังเกิดผลเป็นที่น่าพอใจแล้ว จึงค่อยย้อนมาศึกษาพระปริยัติธรรม เพื่อใช้เป็นเครื่องตรวจสอบผลการปฏิบัติของตนต่อไป
1. แม่บทหลักของการปฏิบัติธรรม
ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า “รอยเท้าเหล่าใดเหล่าหนึ่งแห่งสัตว์ทั้งหลายผู้เที่ยวไปบนแผ่นดิน รอยเท้าเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมถึงการประชุมลงในรอยเท้าช้าง .. แม้ฉันใด ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง กุศลธรรมเหล่านั้นทั้งหมดย่อมถึงการสงเคราะห์เข้าในอริยสัจจ์สี่ ฉันนั้นเห็นเหมือนกันแล” (มหาหัตถิปโทปมสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ พระสุตตันตปิฎกเล่ม 4 พระไตรปิฎกเล่ม 12)
หมายความว่ากุศลธรรมทั้งหลาย จะต้องอยู่ในขอบเขตของหลักธรรมเรื่องอริยสัจจ์ 4 จะออกนอกขอบเขตนี้ไม่ได้เลย แม้การปฏิบัติธรรมอันเป็นการเจริญกุศลธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศีล สมาธิ หรือปัญญา ก็ต้องอยู่ในขอบเขตนี้เช่นกัน
อริยสัจจ์ คือตัวความจริงสูงสุดของพระอริยเจ้า ส่วนการปฏิบัติธรรมเพื่อเข้าถึงความจริงสูงสุดนี้ มีหลักธรรมสำคัญคือ กิจในอริยสัจจ์ ซึ่งหากดำเนินตามกิจในอริยสัจจ์แล้ว ย่อมเข้าถึงอริยสัจจ์หรือเข้าถึงธรรมนั่นเอง ในทางตรงข้ามหากเราปฏิบัติธรรมออกนอกแนวทางของกิจในอริยสัจจ์ เราจะเข้าถึงอริยสัจจ์หรือธรรมไม่ได้เลย หากเปรียบเทียบในทางโลกแล้ว กิจในอริยสัจจ์ก็คือรัฐธรรมนูญซึ่งกฏหมายอื่นจะขัดแย้งไม่ได้ หมายความว่าแนวทางปฏิบัติใดที่ขัดกับคำสอนเรื่องกิจในอริยสัจจ์ แนวทางนั้นย่อมไม่ใช่แนวทางการปฏิบัติธรรมเพื่อให้เกิดปัญญาพ้นทุกข์ในทางพระพุทธศาสนา
อนึ่งกิจในอริยสัจจ์นี้เป็นหลักธรรมสำคัญยิ่งยวด ถึงขนาดที่พระพุทธเจ้าทรงออกพระโอษฐ์ว่า จะไม่ทรงปฏิญาณพระองค์เป็นพระพุทธเจ้า หากไม่ทรงรอบรู้ใน (1) อริยสัจจ์ 4 ประการ (2) กิจในอริยสัจจ์ 4 ประการ และ (3) ได้ทรงดำเนินกิจในอริยสัจจ์ทั้ง 4 ประการเสร็จสิ้นแล้ว ดังที่พระองค์ตรัสว่า “[1670] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ญาณทัสสนะ (ความรู้ความเห็น) ตามความเป็นจริงมีวนรอบ 3 อย่างนี้ มีอาการ 12 ในอริยสัจ 4 เหล่านี้ของเรา ยังไม่บริสุทธิ์เพียงใด เราก็ยังไม่ปฏิญาณตนว่า เป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก ..เพียงนั้น ก็เมื่อใด ญาณทัสสนะ (ความรู้ความเห็น) ตามความเป็นจริง มีวนรอบ 3 อย่างนี้ มีอาการ 12 ในอริยสัจ 4 เหล่านี้ของเราบริสุทธิ์ดีแล้ว เมื่อนั้นเราจึงปฏิญาณตนว่า เป็นผู้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก” (ธัมมจักกัปปวัตตนวรรคที่ 2 ตถาคตสูตรที่ 1 สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค พระสุตตันตปิฎกเล่ม 11 พระไตรปิฎกเล่ม 19)
กิจในอริยสัจจ์ 4 ประการคือ (1) ทุกข์ควรรู้ (ปริญญากิจ คือควรศึกษาให้เข้าใจชัดตามสภาพความเป็นจริง) (2) สมุทัยควรละ (ปหานกิจ คือกำจัด ทำให้หมดสิ้นไป) (3) นิโรธควรทำให้แจ้ง (สัจฉิกิริยากิจ คือเข้าถึง หรือบรรลุ) และ (4) มรรคควรทำให้เจริญ (ภาวนากิจ คือลงมือปฏิบัติ)
2. ขั้นตอนของการปฏิบัติธรรม
ภายใต้แม่บทหลักของการปฏิบัติธรรมดังกล่าว ท่านพระสารีบุตรได้แสดงขั้นตอนของการปฏิบัติธรรมไว้ 7 ขั้นตอน คือธรรมชื่อวิสุทธิ 7 ปรากฏในบทสนทนาอันเลื่องชื่อกับท่านพระปุณณมันตานีบุตร (รถวินีตสูตร มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ พระสุตตันตปิฎกเล่ม 4 พระไตรปิฎกเล่ม 12) สาระโดยสรุปของวิสุทธิ 7 ก็คือไตรสิกขาหรือเรื่องศีล สมาธิ และปัญญา นั่นเอง เพียงแต่ซอยขั้นตอนของปัญญาสิกขาให้ละเอียดชัดเจนยิ่งขึ้น ว่ามีขั้นตอนอย่างไรบ้าง
3. วิธีปฏิบัติในขั้นการเจริญปัญญา
พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องการเจริญสติปัฏฐานไว้ (มหาสติปัฏฐานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค พระสุตตันตปิฎกเล่ม 2 พระไตรปิฎกเล่ม 10)
4. พัฒนาการทางด้านปัญญา
เมื่อเจริญสติปัฏฐานอย่างถูกต้องแล้ว จิตจะเกิดพัฒนาการทางด้านปัญญา คือเกิดความรู้ถูกเข้าใจถูก จนถึงขั้นการประหารกิเลสไปตามลำดับ ปรากฏในหลักธรรมเรื่องโสฬสญาณ (โสฬสญาณเป็นคำสอนในชั้นหลังพุทธกาลค่อนข้างมาก และมีส่วนที่แตกต่างจากคำสอนในชั้นพระไตรปิฎก อันปรากฏในคัมภีร์ปฏิสัมภิทามรรค ขุททกนิกาย พระสุตตันตปิฎกเล่ม 23 พระไตรปิฎกเล่ม 31 อยู่บ้าง จึงควรศึกษาด้วยวิจารณญาณให้มากสักหน่อย)
จากการสำรวจหลักธรรมสำคัญในภาคปฏิบัติข้างต้น ผู้เขียนขอเสนอให้เพื่อนนักปฏิบัติเลือกศึกษาเฉพาะหลักธรรมที่จำเป็นอย่างยิ่งเพื่อการปฏิบัติเท่านั้น ประกอบด้วย (1) หลักของการปฏิบัติธรรม ได้แก่หลักธรรมเรื่องกิจในอริยสัจจ์ และ (2) วิธีการปฏิบัติธรรม ได้แก่หลักธรรมเรื่องสติปัฏฐาน ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นคำสอนตรงของพระพุทธเจ้า สำหรับเรื่องขั้นตอนของการปฏิบัติและพัฒนาการทางด้านปัญญานั้น จะเว้นไว้ศึกษาในภายหลังก็พอได้ เพราะถ้ารู้หลักของการปฏิบัติธรรมและวิธีการปฏิบัติธรรมชัดเจน ก็พอจะเริ่มลงมือปฏิบัติได้แล้ว อย่างไรก็ตามก่อนที่จะลงมือปฏิบัติ เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจเพิ่มเติมในเรื่อง (3) รูปนามที่นักปฏิบัติจำเป็นต้องทราบ เพราะรูปนามนี้แหละคือทุกข์ที่จะต้องรู้ตามกิจในอริยสัจจ์ และคืออารมณ์วิปัสสนาในสติปัฏฐานด้วย เพียงเข้าใจธรรม 3 เรื่องนี้ก็สามารถลงมือปฏิบัติธรรมอย่างไม่หลงทางได้แล้ว
แม่บทหลักของการปฏิบัติธรรม
หลักธรรมเรื่องกิจในอริยสัจจ์คือแม่บทหลักหรือหลักการสำคัญของการปฏิบัติธรรม ถ้าพวกเราปฏิบัติผิดพลาดจากกิจในอริยสัจจ์ เราจะประสบความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมไม่ได้เลย กิจในอริยสัจจ์มี 4 ประการดังนี้คือ
1. ทุกข์ควรรู้ กิจต่อทุกขสัจจ์คือการรู้หรือปริญญากิจ มีประเด็นสำคัญที่ควรสนใจ 4 ประการคือ (1) ทุกข์คืออะไร (คือรูปนาม) (2) ทำไมจึงต้องรู้ทุกข์ (เพื่อดับเหตุแห่งทุกข์) (3) การรู้ทุกข์นั้นต้องทำอย่างไร (ต้องเจริญสติปัฏฐาน 4) และ (4) พัฒนาการของการรู้ทุกข์เป็นอย่างไร (ปริญญา 3 วิสุทธิ 7 โสฬสญาณ) มีสาระสำคัญดังนี้คือ
1.1 ทุกข์คืออะไร ตามนัยแห่งพระสูตร พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ และความตายเป็นทุกข์ การประสบกับสิ่งที่ไม่รัก การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก และความไม่สมปรารถนาก็เป็นทุกข์ ความเศร้าโศกร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์ แล้วท่านทรงขมวดท้ายว่า “ว่าโดยย่ออุปาทานขันธ์ทั้ง 5 คือทุกข์”
ความหมายของทุกข์ตามคำสอนของพระพุทธเจ้ามีความลึกซึ้งมาก คือท่านไม่ได้สอนว่า คนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย คนอกหัก หรือคนล้มละลายคือทุกข์ แต่ท่านชี้ขาดเอาไว้แล้วว่าอุปาทานขันธ์คือทุกข์ หมายความว่า ความทุกข์มีอยู่จริง แต่ไม่มีผู้ทุกข์ อธิบายได้ว่า ความเกิดมีอยู่จริง เป็นทุกข์จริง แต่ไม่มีผู้เกิด มีแต่กลุ่มของรูปธรรมและนามธรรมเกิดขึ้นตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น แต่ผู้ไม่รู้ความจริง (อริยสัจจ์) ไปหลงยึดถือกลุ่มของรูปนามนั้นว่าเป็นเรา เป็นของเรา หรือเป็นคนอื่นสัตว์อื่น เมื่อรูปนามเกิดจึงคิดว่าเราเกิด หรือคนอื่นสัตว์อื่นเกิด และความตายก็มีอยู่จริง เป็นทุกข์จริง แต่ไม่มีผู้ตาย มีเพียงความดับของรูปนามที่รวมกันขึ้นมาชั่วคราวแล้วดับไปตามเหตุตามปัจจัย แต่ผู้ไม่รู้ความจริง (อริยสัจจ์) ไปหลงยึดถือกลุ่มของรูปนามนั้นว่าเป็นคนหรือสัตว์ เมื่อรูปนามดับจึงคิดว่าเราตาย หรือคนอื่นสัตว์อื่นตาย เท่านั้นเอง
สำหรับองค์ธรรมของทุกขสัจจ์ (อุปาทานขันธ์) ตามนัยแห่งพระอภิธรรมระบุว่า อุปาทานขันธ์ประกอบด้วยสภาวธรรม 160 ชนิด ได้แก่โลกียจิต 81 ดวง (จิตมี 89 ดวง แบ่งเป็นโลกียจิต 81 ดวง กับโลกุตรจิตอีก 8 ดวง) เจตสิก 51 ชนิด (เจตสิกมี 52 ชนิด แบ่งเป็นเจตสิกที่เป็นอุปาทานขันธ์อันจัดอยู่ในกองทุกข์ 51 ชนิด และเป็นเจตสิกที่เป็นตัวสมุทัยหรือเหตุให้เกิดทุกข์อีก 1 ชนิด ได้แก่โลภเจตสิกหรือตัณหา) และรูป 28 รูป ดังนั้นการรู้ทุกข์จึงได้แก่การตามรู้สภาวธรรม 160 นี้เอง
(ในเวลาปฏิบัติจริงเราไม่จำเป็นต้องรู้สภาวธรรมมากมายถึงขนาดนี้ แค่รู้รูปและนามเพียงบางชนิดก็พอจะเริ่มต้นปฏิบัติได้แล้ว โดยอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความเรื่อง “รูปนามที่นักปฏิบัติจำเป็นต้องทราบ” นอกจากนี้ผู้เขียนยังมีความเห็นเพิ่มเติมว่าในเวลาปฏิบัติจริง เมื่อโลภเจตสิกเกิดขึ้นก็ต้องตามรู้ด้วย สมดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานว่า “จิตมีราคะก็รู้ว่าจิตมีราคะ” คือเมื่อรู้จิตที่มีราคะแล้วก็ย่อมจำแนกได้ว่า อันนี้จิต อันนี้ราคะหรือโลภเจตสิก และในธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน นิวรณบรรพ ทรงแสดงว่า “เมื่อกามฉันท์มีอยู่ ณ ภายในจิต ย่อมรู้ชัดว่ากามฉันท์มีอยู่ ณ ภายในจิต” แสดงว่าทรงให้ตามรู้กามฉันท์อันเป็นโลภเจตสิกด้วย ดังนั้นตัวโลภเจตสิกจึงมี 2 สถานะ สถานะแรกในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในสังขารขันธ์จึงเป็นตัวทุกข์ที่ต้องตามรู้ อีกสถานะหนึ่งในฐานะที่เป็นปัจจัยให้เกิดภพ ชาติ และทุกข์ จึงเป็นตัวสมุทัยที่จะต้องละ แต่วิธีละสมุทัยก็ทำด้วยการรู้ทุกข์นั่นเอง ดังจะได้กล่าวในหัวข้อถัดไป)
1.2 ทำไมจึงต้องรู้ทุกข์ เพราะไม่รู้อริยสัจจ์คือความจริงของพระอริยเจ้า เราจึงไปหลงยึดถือรูปนาม หรือขันธ์ 5 หรือกายใจนี้ว่าเป็นตัวเราของเรา เมื่อรูปนามนั้นต้องแปรปรวนไปตามเหตุตามปัจจัย หรือไม่เป็นไปอย่างที่อยาก ก็เกิดความทุกข์ เกิดความกระสับกระส่ายในจิตใจขึ้นมาเผาผลาญตนเอง
การรู้ทุกข์เป็นการป้อนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรูปนามให้จิตดู จนจิตยอมรับด้วยปัญญาว่าตัวเราไม่มี มีแต่รูปนามที่มาประชุมกันชั่วคราวตามเหตุตามปัจจัยปรุงแต่ง เมื่อเหตุเมื่อปัจจัยเปลี่ยนแปลงไป รูปนามก็เปลี่ยนแปลงหรือดับไป ไม่สามารถคงทนอยู่ได้ตามใจปรารถนา หากเกิดความปรารถนาหรือความอยาก (ตัณหา) แล้วเกิดความยึดถือรูปนามขึ้น (ความยึดถือหรืออุปาทานนั้น แท้จริงก็คือตัณหาที่มีกำลังกล้านั่นเอง) จิตใจก็จะเกิดความทุกข์เพราะความปรารถนานั้น การรู้ทุกข์ซึ่งเป็นการเรียนรู้ความจริงของรูปนาม จะส่งผลให้จิตหมดตัณหาหรือความทะยานอยาก (สอุปาทิเสสนิพพาน/กิเลสนิพพาน) และหมดทุกข์อันเกิดจากความยึดถือในรูปนามและสิ่งต่างๆ เหลือแต่ความทุกข์ของขันธ์อย่างเดียว เมื่อถึงวันดับขันธ์ (อนุปาทิเสสนิพพาน/ขันธนิพพาน) ก็เท่ากับไม่มีทั้งกิเลสและขันธ์เหลืออยู่ จัดเป็นนิพพานที่ดับรอบหมดจด (สำหรับพระพุทธเจ้าเราเรียกกันว่าปรินิพพาน) ทั้งขันธ์ใหม่ก็เกิดขึ้นไม่ได้ เพราะไม่มีอวิชชาตัณหาอุปาทานอันเป็นเหตุให้เกิดรูปนามหรือขันธ์ในภพใหม่ต่อไปอีก
1.3 วิธีรู้ทุกข์ มีประเด็นที่ควรทราบดังนี้คือ
1.3.1 ปรารถนาจะรู้ทุกข์ ก็ต้องรู้ให้ถูกตัวทุกข์ ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าทุกข์คือรูปนาม หรือขันธ์ 5 หรือกายใจนี้เอง ดังนั้นการจะรู้ทุกข์จึงต้องรู้ลงในรูปนาม ขันธ์ 5 หรือกายใจ จะไปรู้สิ่งอื่นไม่ได้ ครูบาอาจารย์วัดป่าท่านเคยสอนผู้เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า “การปฏิบัติธรรมไม่มีอะไรมาก เพียงให้มีสติสัมปชัญญะรู้ลงในวงของขันธ์ 5 หรือกายใจอันเป็นปัจจุบันนี้เท่านั้น”
ที่เน้นว่าต้องเป็นปัจจุบัน ก็เพราะรูปนามของจริงมีอยู่ในปัจจุบัน เพราะรูปนามในอดีตก็ดับไปแล้ว ส่วนรูปนามในอนาคตก็ยังไม่เกิดขึ้น รูปนามในอดีตเหลืออยู่เพียงความจำ ส่วนรูปนามในอนาคตก็เป็นเพียงความคิด ทั้งความจำและความคิดล้วนไม่ใช่ของจริง ของจริงคือของที่ปรากฏชัดอยู่ต่อหน้าต่อตาเรานี้ ไม่ต้องไปค้นหาในที่อื่นเลย
1.3.2 ต้องการรู้ความจริงก็อย่าบิดเบือน หรือดัดแปลงการรับรู้ ความจริงที่ต้องรู้คือรูปกับนาม เครื่องมือรู้รูปนามก็คือตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจธรรมดาๆ ซึ่งมีกันอยู่แล้ว เราไม่ต้องฝึกตาทิพย์ หูทิพย์ จมูกทิพย์ ลิ้นทิพย์ กายทิพย์ หรือใจทิพย์เพื่อจะทำวิปัสสนา
ผู้ปฏิบัติต้องไม่ปลอมแปลงจิต (จิตแปลว่าธรรมชาติที่รู้อารมณ์) และไม่ปลอมแปลงอารมณ์ (อารมณ์แปลว่าสิ่งที่ถูกรู้ ไม่ใช่อารมณ์ในความหมายตามภาษาไทยทั่วไป) คือไม่ต้องแกล้งบังคับกดข่มจิตใจให้ผิดธรรมดา เพื่อจะรู้รูปนามที่ผิดธรรมดา และไม่ต้องแสวงหาหรือดัดแปลงอารมณ์ เพราะอารมณ์รูปนามของจริงปรากฏอยู่ตรงหน้าแล้ว
แต่ผู้ปฏิบัติส่วนมากชอบปลอมแปลงจิต และปลอมแปลงอารมณ์ อันเป็นการบิดเบือนการรับรู้ เช่นก่อนจะรู้อารมณ์มักชอบทำจิตให้ทื่อๆ นิ่งๆ ซึมๆ เคลิ้มๆ แข็งๆ (อ่านหนังสือวิถีแห่งความรู้แจ้ง ข้อ 6.2 เพิ่มเติม) แล้วแสวงหาหรือเพ่งจ้องใส่อารมณ์ อย่างเอาเป็นเอาตาย ทั้งที่อารมณ์นั้นมีปรากฏอยู่ตลอดเวลา เช่นแค่ลืมตาขึ้นตรงๆ ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงสว่างพอก็เห็นสีได้แล้ว หรือแค่มีกลิ่นโชยมากระทบจมูกก็รู้กลิ่นได้แล้ว นอกจากนี้ผู้ปฏิบัติยังมักเข้าไปแทรกแซงอารมณ์ เช่นเปลี่ยนจังหวะการหายใจ และเปลี่ยนจังหวะการเคลื่อนไหวกาย เป็นต้น (สำนักปฏิบัติบางแห่งอาจมีการดัดแปลงอารมณ์บ้างในขั้นเริ่มต้น โดยมุ่งหวังว่าในขั้นสุดท้ายศิษย์จะรู้รูปนามได้ตรงตามความเป็นจริง ทั้งนี้เป็นไปตามอุบายของครูบาอาจารย์แต่ละสำนักซึ่งมักจะไม่ปรากฏในคำสอนตรงของพระพุทธเจ้า)
1.3.3 ต้องมีโยนิโสมนสิการและ/หรือกัลยาณมิตร ผู้ปฏิบัติไม่เพียงแต่ต้องรู้อารมณ์อย่างซื่อตรงโดยไม่บิดเบือนการรับรู้ หากแต่ยังต้องรู้โดยมีโยนิโสมนสิการและ/หรือกัลยาณมิตรด้วย
แท้จริงนักปฏิบัติกับผู้ไม่ได้ปฏิบัติก็รู้เห็นสิ่งเดียวกัน ด้วยเครื่องมืออย่างเดียวกันนั่นเอง คือด้วย (1) ตา(รูปชนิดหนึ่ง)เห็นรูป(สี/รูปอีกชนิดหนึ่ง) (2) หู(รูปอีกชนิดหนึ่ง)ฟังเสียง(รูปอีกชนิดหนึ่ง) (3) จมูก(รูปอีกชนิดหนึ่ง)ดมกลิ่น(รูปอีกชนิดหนึ่ง) (4) ลิ้น(รูปอีกชนิดหนึ่ง)รับรส(รูปอีกชนิดหนึ่ง) (5) กาย(รูปอีกชนิดหนึ่ง)กระทบโผฏฐัพพะ(สิ่งสัมผัสกายคือความเย็นร้อน อ่อนแข็ง ตึงไหว/รูปอีก 3 ชนิด) และ (6) ใจ(นามชนิดหนึ่ง)รู้ธัมมารมณ์(รูปบางอย่าง นามบางอย่าง และบัญญัติ ไม่รวมถึงโลกุตรจิตและนิพพานซึ่งปุถุชนไม่มีทางเห็นได้เลย)
แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้นักปฏิบัติกับผู้ไม่ปฏิบัติแตกต่างกันก็คือ นักปฏิบัติรู้อารมณ์โดยมีโยนิโสมนสิการ พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ นักปฏิบัติรู้อารมณ์ได้ตรงมุมที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ เช่น (1) เมื่อตามองเห็นภาพบางอย่างก็สามารถรู้สึกได้ว่า สิ่งที่ถูกเห็นคือรูป (สี) ไม่ใช่ตัวตน ส่วนที่มองเห็นเป็นคน สัตว์ ต้นไม้ หรือภูเขาใดๆ นั้น เป็นเพียงภาพลวงตา หรือความคิด หรือสมมุติบัญญัติ ที่เราใส่ลงไปตามอำนาจของสัญญาหรือความจำได้หมายรู้เท่านั้น และรู้สึกได้ด้วยว่า ธรรมชาติที่รู้รูปคือนาม(จิต) ก็ไม่ใช่ตัวตนเช่นกัน หรือ (2) เมื่อความรู้สึกบางอย่างผุดขึ้นในใจ นักปฏิบัติก็สามารถรู้สึกถึงสภาวะอันเป็นนามธรรมของสิ่งที่ผุดขึ้นมานั้น และรู้ด้วยว่าชื่อเรียกสิ่งนั้นๆ (เช่นความสุข ความทุกข์ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ฯลฯ) เป็นสมมุติบัญญัติที่เราใส่ลงไปตามอำนาจของความจำเช่นกัน รวมทั้งรู้สึกได้ด้วยว่ามีนามอีกชนิดหนึ่ง(จิต)ไปรู้นาม(เจตสิก)เหล่านั้นด้วย และไม่มีสิ่งใดเลยที่เป็นตัวตน ไม่ว่าจะเป็นจิตหรือเจตสิก
พูดง่ายๆ ว่าผู้ไม่ปฏิบัติเขาเห็นกายของตน คน สัตว์ ต้นไม้ ภูเขา ฯลฯส่วนนักปฏิบัติก็เห็นเหมือนผู้ไม่ปฏิบัตินั่นแหละ เพียงแต่สามารถมองทะลุสมมุติบัญญัติอันเป็นเพียงภาพลวงตา เข้าไปรู้สึกถึงตัวจริงของรูปธรรมที่สมมุติเรียกว่ากายตนเอง คน สัตว์ ต้นไม้ ภูเขา ฯลฯ ผู้ไม่ปฏิบัติเกิดความโกรธก็สำคัญว่าเราโกรธ ส่วนนักปฏิบัติรู้สึกถึงความโกรธ ก็รู้สึกได้ว่าความโกรธเป็นนามธรรมอันหนึ่งที่ผ่านเข้ามาสู่ความรับรู้ของจิต ซึ่งจิตเองก็เป็นนามธรรมอีกอย่างหนึ่ง ทั้งนี้นักปฏิบัติก็รู้สมมุติบัญญัติเช่นเดียวกับคนอื่นๆ นั่นเอง แต่รู้สึกและเข้าใจถึงของจริง (อารมณ์ปรมัตถ์/รูปนาม) ที่อยู่เหนือสมมุติบัญญัติอันเป็นภาพลวงตา อย่างไรก็ตาม จงอย่าได้พยายามลบสมมุติบัญญัติทิ้งเพื่อจะได้รู้สึกถึงอารมณ์ปรมัตถ์ แต่จงพัฒนาสติสัมปชัญญะให้ถูกต้องจนรู้สึกถึงอารมณ์ปรมัตถ์ได้เอง จึงจะปลอดภัย (ที่ใช้คำว่าปลอดภัยในที่นี้ เป็นการใช้ด้วยความจงใจทีเดียว)
อนึ่งการรู้อารมณ์ได้ถูกตรงหรือรู้อย่างมีโยนิโสมนสิการนั้น ไม่ใช่การคิดถึงอารมณ์นั้นว่าพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้อย่างไร แต่เป็นการรู้สึกถึงความไม่มีอยู่จริงของตัวตน คือเมื่อรู้รูปก็รู้สึกได้ว่ารูปนั้นเป็นเพียงรูป ไม่ใช่ตัวตน เมื่อรู้นามก็รู้สึกได้ว่านามนั้นเป็นเพียงนาม ไม่ใช่ตัวตน ความรู้สึกที่ถูกต้องตรงนี้แหละเป็นสิ่งที่อธิบายยากมาก ถ้า “รู้ตัวเป็น” คือสามารถมีสติระลึกรู้สภาวธรรมที่กำลังปรากฏ โดยมีสัมมาสมาธิคือความตั้งมั่นของจิตในขณะนั้นด้วย จึงจะเกิดความรู้สึกถึงความไม่ใช่ตัวตนของรูปนามได้ เรื่องนี้กัลยาณมิตรหรือครูบาอาจารย์ที่ชำนาญในการปฏิบัติจะช่วยได้มาก พระพุทธเจ้าจึงทรงยกย่องว่าโยนิโสมนสิการก็ดี กัลยาณมิตรก็ดี คือทั้งหมดของพรหมจรรย์ (การประพฤติปฏิบัติธรรม)
1.3.4 รู้ทุกข์ ไม่ใช่ละทุกข์ มีประเด็นสำคัญมากที่ต้องเน้นเป็นพิเศษคือ พระพุทธเจ้าทรงสอนให้รู้ทุกข์ ไม่ได้ทรงสอนให้ละทุกข์ (รูปนาม) สิ่งที่ท่านสอนให้ละคือสมุทัยหรือตัณหาเท่านั้น แต่นักปฏิบัติส่วนมากมีตัณหาหรือความอยากที่จะละทุกข์ แล้วเกิดการกระทำตั้งมากมายเพื่อหาทางละทุกข์ เช่น (1) การคิดค้นคว้าหาทางพ้นทุกข์ (2) การเพ่งจิต การเพ่งอารมณ์ และ (3) การหลีกเลี่ยงการรับรู้อารมณ์ ด้วยการทำใจให้ว่างเปล่าหรือการดับความรู้สึก ฯลฯ แต่ยิ่งดิ้นรนหนีทุกข์ ความทุกข์ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ไม่เหมือนการรู้ทุกข์ ซึ่งเมื่อรู้ทุกข์แจ่มแจ้งแล้วก็เป็นอันละสมุทัยคือเหตุแห่งทุกข์ได้ ความทุกข์จะไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป
ดังนั้นนักปฏิบัติ พึงเจริญสติสัมปชัญญะรู้ลงในกายในจิตของตนอย่างซื่อตรงและเป็นปัจจุบัน ไม่มีงานที่จะต้องทำมากกว่าการรู้เท่านั้น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าหลงคิดและหลงเพ่ง) ยกเว้นการทำความสงบจิตเมื่อสมควรพักทำความสงบ แต่ไม่ใช่พักทำความสงบจิตโดยหวังว่า ถ้าสงบมากๆ แล้วจะเกิดปัญญาได้เอง ปัญญาก็เหมือนทรัพย์สิน จะเกิดขึ้นด้วยการนอนรอไม่ได้
1.4 เมื่อรู้รูปนามถูกต้องแล้ว จะรู้อะไรบ้าง หากผู้ปฏิบัติมีสติสัมปชัญญะระลึกรู้รูปนามที่กำลังปรากฏตรงตามความเป็นจริงแล้ว ก็จะเกิดความรู้ขึ้นมา 3 ขั้นตอน คือรู้สภาวะ รู้จริง และรู้ละ ดังนี้คือ
1.4.1 ขั้นแรกจะรู้สภาวะของรูปนามที่กำลังปรากฏอยู่ (ญาตปริญญา) เช่นพอมีสติรู้สึกตัวขึ้นมาก็รู้ว่า รูปนั่งกำลังปรากฏอยู่ หรือโทสะ (นามเจตสิก) กำลังปรากฏอยู่ เป็นต้น อย่างไรก็ตามถ้ามีสภาวะบางอย่างที่ผู้ปฏิบัติไม่รู้จักชื่อปรากฏขึ้นก็ไม่ต้องกังวล สิ่งสำคัญคือตัวสภาวะ ไม่ใช่ชื่อของสภาวะ แค่รู้ว่าสิ่งบางสิ่งปรากฏอยู่ก็พอแล้ว
1.4.2 ขั้นต่อมาเมื่อสติปัญญาพัฒนามากขึ้น ก็จะเริ่มรู้จริง (ตีรณปริญญา) ว่า รูปนามหรือสิ่งบางสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่นั้นมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งเหล่านั้นล้วนแสดงความจริงคือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตาคือไม่อยู่ในอำนาจบังคับของใคร
1.4.3 ขั้นต่อมาเป็นขั้นของการรู้ละ (ปหานปริญญา) คือละความรู้ผิดเข้าใจผิดเกี่ยวกับรูปนาม แล้วลดหรือหมดความยึดถือรูปนามไปตามลำดับ แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า คำว่ารู้ละไม่ได้หมายถึงการละอารมณ์รูปนาม แต่เป็นการรู้รูปนามตรงตามความเป็นจริง จนละความเห็นผิดและความยึดถือรูปนามลงได้เท่านั้น
อีกนัยหนึ่ง เมื่อรู้รูปนามได้อย่างถูกต้องแล้ว ปัญญาจะพัฒนาไปตามลำดับ นับตั้งแต่ (1) การมีความเห็นถูกว่าสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา ไม่มี มีแต่รูปกับนาม (ทิฏฐิวิสุทธิ/นามรูปปริจเฉทญาณ) (2) รูปนามมีเหตุมีปัจจัยก็เกิดขึ้น หมดเหตุหมดปัจจัยก็ดับไป (กังขาวิตรณวิสุทธิ/ปัจจยปริคคหญาณ) (3) รู้หนทางที่จะเรียนรู้ความจริงของรูปนามให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ด้วยการเจริญสติสัมปชัญญะจนเห็นไตรลักษณ์ และรู้ว่านอกจากการเจริญสติสัมปชัญญะแล้ว ไม่ใช่วิธีเรียนรู้เรื่องรูปนาม (มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ/สัมมสนญาณและตรุณอุทยัพพยญาณ) (4) ลงมือรู้รูปนาม เห็นความเกิดดับของรูปนามตามความเป็นจริง จนจิตเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด และ จิตเป็นกลางต่อรูปนามด้วยปัญญา จนกระทั่งจิตยอมรับหรือคล้อยตามความจริงของอริยสัจจ์ในที่สุด (ปฏิปทาญาณทัสสนวิสุทธิ/พลวอุทยัพพยญาณ – อนุโลมญาณ และนับโคตรภูญาณเข้าไว้ด้วยโดยอนุโลม) แล้ว (5) ปล่อยวางความยึดมั่นรูปนาม หลุดพ้นเพราะความไม่ยึดมั่น (ญาณทัสสนวิสุทธิ/มัคคญาณ และนับผลญาณกับปัจจเวกขณญาณเข้าไว้ด้วยโดยอนุโลม) (ศึกษาเพิ่มเติมจากหลักธรรมเรื่องวิสุทธิ 7 และโสฬสญาณ หรืออภิธัมมัตถสังคหะปริจเฉทที่ 9 กัมมัฏฐานสังคหวิภาค)
2. สมุทัยควรละ กิจต่อสมุทัยคือการละหรือปหาน เรื่องนี้มีประเด็นที่สำคัญ 2 ประการคือ (1) สมุทัยที่จะต้องละนั้นคืออะไร (คือตัณหา) และ (2) การละสมุทัยนั้นทำอย่างไร (รู้ทุกข์) มีสาระสำคัญดังนี้คือ
2.1 สมุทัยคืออะไร สมุทัยคือตัณหาหรือความทะยานอยากของจิต สมุทัยมีองค์ธรรมอันเดียวคือโลภเจตสิก ช่างน่าทึ่งเสียจริงที่โลภเจตสิกตัวเดียวนี้เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ซึ่งมีองค์ธรรมถึง 160 ประการ นับว่าตัณหาเป็นผู้สร้างโลกได้อย่างแท้จริงทีเดียว
ตัณหาตามนัยแห่งปฏิจจสมุปบาทท่านจำแนกไว้ 3 ชนิดคือ (1) กามตัณหา คือความทะยานอยากได้ในกามคุณอารมณ์ (รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ) (2) ภวตัณหา คือความอยากมีอยากเป็น อยากดำรงอยู่อย่างถาวร (สัสสตทิฏฐิ) และ (3) วิภวตัณหา คือความไม่อยากมีไม่อยากเป็น หรืออยากดับสูญ (อุทเฉททิฏฐิ)
แต่สำหรับนักปฏิบัติน่าจะสนใจตัณหาตามนัยที่ทรงแสดงในมหาสติปัฏฐานสูตรดูบ้าง คือทรงแสดงตัณหา 6 ประการ ได้แก่ตัณหาในรูป ตัณหาในเสียง ตัณหาในกลิ่น ตัณหาในรส ตัณหาในสิ่งสัมผัสทางกาย และตัณหาในธัมมารมณ์ ในขั้นนี้ฝากเพื่อนนักปฏิบัติให้จำเรื่องตัณหา 6 ไว้ก่อน เมื่อถึงขั้นการปฏิบัติจะได้กล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง
2.2 วิธีการละสมุทัย จะดับทุกข์ต้องดับที่สาเหตุของทุกข์คือตัวสมุทัย เมื่อจะดับตัวสมุทัยก็ต้องดับที่สาเหตุของสมุทัยเช่นกัน
ตัณหาหรือความทะยานอยากของจิต เกิดจากความไม่รู้อริยสัจจ์ (อวิชชา) คือ (1) ความไม่รู้ว่ารูปนามเป็นทุกข์ (2) ความไม่รู้ว่าความอยากในรูปนาม (คืออยากได้ อยากมีอยากเป็น ไม่อยากมีไม่อยากเป็น) เป็นเหตุให้จิตใจกระสับกระส่ายเป็นทุกข์อยู่ในปัจจุบัน และเป็นเหตุให้เกิดมีรูปนามใหม่ในอนาคต (3) ความไม่รู้แจ้งสภาวะที่พ้นจากรูปนามเพราะความดับสนิทแห่งตัณหา คือไม่รู้ความดับทุกข์ (นิพพาน) และ (4) ความไม่รู้ข้อปฏิบัติเพื่อดับความทะยานอยากในรูปนาม
ถ้ามองในแง่ว่าตัณหาเกิดจากอะไรดูจะยุ่งยากสักหน่อย จึงควรลองมองกลับด้านดูบ้าง ว่าตัณหาดับได้ด้วยอะไร
แท้จริงแล้วตัณหาดับได้ ด้วยการรู้ทุกข์คือรู้ความจริงของรูปนามเท่านั้นเอง ครูบาอาจารย์วัดป่าท่านมักสอนว่า รู้ทุกข์นั่นแหละเป็นการละสมุทัย หมายความว่าถ้าสามารถรู้ความจริงว่ารูปนามไม่ใช่เรา เราไม่มี เขาไม่มี มีแต่รูปนามที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ตามเหตุตามปัจจัย และรูปนามไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พอรู้ความจริงอย่างนี้แล้ว ความทะยานอยากทั้งด้านพอใจและไม่พอใจในรูปนามก็จะดับไปโดยอัตโนมัติ
3. นิโรธควรทำให้แจ้ง กิจต่อนิโรธคือการทำให้แจ้งหรือสัจฉิกิริยา มีประเด็นที่สำคัญ 2 ประการคือ (1) นิโรธที่จะต้องทำให้แจ้งนั้นคืออะไร (คือนิพพาน) และ (2) การทำนิโรธให้แจ้งนั้นทำอย่างไร (ละสมุทัยด้วยการรู้ทุกข์)
3.1 นิโรธคืออะไร นิโรธหรือความดับมีหลายประเภท เช่นการข่มนิวรณ์ไว้ด้วยสมถกรรมฐานก็ถือเป็นนิโรธระดับหนึ่ง การดับกิเลสด้วยธรรมอันเป็นคู่ปรับกันในขั้นการเจริญวิปัสสนาก็เป็นนิโรธอีกอย่างหนึ่ง เป็นต้น แต่นิโรธในที่นี้หมายถึงความดับตัณหาหรือนิพพาน เป็นธรรมที่พ้นจากความปรุงแต่งคือไม่ใช่รูปนาม (อสังขตธรรม/วิสังขารธรรม) หรือธรรมที่ดับตัณหา (วิราคธรรม) หากกล่าวโดยองค์ธรรม นิโรธมีองค์ธรรมอันเดียว คือนิพพานซึ่งมีสันติลักษณะคือสงบจากกิเลสและสงบจากทุกข์ (รูปนาม) โดยนัยนี้ผู้ใดเห็นว่านิพพานยังมีรูปนาม (เช่นเห็นนิพพานเป็นบ้านเมือง หรือเป็นพระพุทธรูป) ผู้นั้นยังไม่เห็นแจ้งนิพพานตรงตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ แต่อาจจะเป็น “นิพพานพรหม” ซึ่งเกิดจากการทำสมถะและยังไม่พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดเรื่อยไป
มีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ บางท่านคิดว่านิพพานคือความว่างหรือความไม่มีอะไรเลย เพราะมีพุทธพจน์รองรับว่า “นิพพานัง ปรมัง สุญญัง” แล้วเที่ยวแสวงหาความว่าง นี่ก็เป็นความเห็นสุดโต่งอีกด้านหนึ่งที่ตรงข้ามกับพวกแรกซึ่งคิดว่านิพพานยังมีรูปนามอยู่
แท้จริงเราแสวงหานิพพานจากความว่างตรงๆ ไม่ได้ เพราะจะกลายเป็นการหลงเพ่งช่องว่างบ้าง หรือเพ่งความไม่มีอะไรบ้าง หรือหลงเตลิดอยู่ในโลกของความคิดว่าสิ่งทั้งหลายไม่ใช่ตัวตนบ้าง หนทางที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ได้แก่การเจริญอริยมรรค ด้วยการรู้ทุกข์คือรู้รูปนามจนดับสมุทัยได้ นิพพานซึ่งเป็นความสิ้นตัณหาก็จะปรากฏให้ประจักษ์ได้เอง
3.2 การทำนิโรธให้แจ้ง ก่อนอื่นควรสลัดความเห็นผิดที่ว่านิพพานคือ “อะไรอย่างหนึ่งที่ลึกลับ อยู่ไกลๆ และต้องปฏิบัติไปอีกนานๆ จึงจะแจ่มแจ้งในนิพพานได้”
ลองปรับความรู้สึกใหม่ว่า นิพพานคือ “ความสิ้นตัณหา” ถ้าคิดได้อย่างนี้แล้วก็ตั้งใจเรียนรู้ความจริงของรูปนามต่อไปเพื่อละตัณหาให้ได้โดยเร็วที่สุด แต่อย่าได้มีตัณหาที่จะละตัณหา แล้วลงมือปรุงแต่งการปฏิบัติที่วุ่นวาย อันเป็นการออกนอกกรอบของการรู้ทุกข์หรือการตามรู้รูปนาม/กายใจก็แล้วกัน
การเจริญสติปัฏฐาน
ต่อจากนี้ไปจะกล่าวถึงการเจริญสติปัฏฐาน ซึ่งก็คือวิธีการเจริญมรรค ในปัจจุบันมีการสอนสติปัฏฐานอยู่อย่างกว้างขวางทั่วไป สำนักปฏิบัติธรรมแทบทุกแห่งนำมหาสติปัฏฐานสูตรไปอธิบายตีความเป็นรูปแบบหรืออุบายการปฏิบัติในสำนักของตน ซึ่งทำให้มีข้อปฏิบัติที่แตกต่างกันออกไปบ้าง ทำให้ผู้แรกศึกษาเกิดความสับสนว่ารูปแบบใดถูกต้องมากกว่ากัน นอกจากนี้ยังมีผู้เขียนหนังสืออธิบายมหาสติปัฏฐานสูตรไว้อย่างพิสดาร ซึ่งผู้เขียนเห็นว่าเพื่อนนักปฏิบัติควรศึกษาพระปริยัติธรรมชั้นเดิมจะถูกต้องแน่นอนกว่า
ผู้เขียนไม่สามารถอธิบายตีความมหาสติปัฏฐานสูตรได้เอง จำเป็นต้องศึกษาจากพระไตรปิฎก อรรถกถา และคัมภีร์พระอภิธรรมเช่นคัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะและคัมภีร์วิสุทธิมรรค รวมทั้งใช้ตำราเรียนพระอภิธรรมของสำนักเรียน 2 – 3 แห่งประกอบด้วย อนึ่งในหัวข้อเรื่องการเจริญสติปัฏฐานนี้ ผู้เขียนจะแบ่งเนื้อหาออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก จะเล่าให้เพื่อนนักปฏิบัติฟังว่า พระปริยัติธรรมท่านสอนไว้อย่างไร โดยประมวลสรุปคำสอนจากคัมภีร์และตำราที่กล่าวถึงไว้แล้วนั้น และ ส่วนที่ 2 หากมีประเด็นที่ผู้เขียนมีข้อสังเกตเพิ่มเติม ผู้เขียนก็จะเขียนไว้ด้วย แต่จะแยกหัวข้อให้เห็นได้ชัดเจนว่าส่วนใดเป็นข้อสังเกตของผู้เขียน ทั้งนี้เพื่อป้องกันความสับสนที่อาจจะเกิดขึ้นกับผู้อ่าน เพราะข้อสังเกตของผู้เขียนอาจจะผิดพลาดได้เสมอ ในขณะที่พระปริยัติสัทธรรมมีการรักษาสืบทอดกันมาเป็นอย่างดี โอกาสผิดพลาดจึงมีน้อยมากหรือไม่มีเลย
สาระสำคัญของเรื่องสติปัฏฐานมีดังนี้คือ
1. ความหมายของสติปัฏฐาน คือการตั้งมั่นในการระลึกรู้อารมณ์ที่เป็นฝ่ายดี มีความหมายเฉพาะถึงอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งสติ 4 ประการคือ กาย เวทนา จิต และธรรม
ข้อสังเกตของผู้เขียน ขอแทรกข้อสังเกตส่วนตัวบางประการดังนี้
ก. ตำราเก่าๆ มักแปลคำว่า สติ ว่าการระลึกรู้ หรือการระลึกได้ ซึ่งผู้เขียนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะการระลึกรู้นั้นเกิดขึ้นจากการที่จิตจดจำสภาวธรรมคือรูปนามได้แม่นยำ ไม่ได้เกิดจากความอยากจะรู้ (อาจารย์สอนพระอภิธรรมบางท่านในยุคนี้เห็นว่าคำว่า “ระลึกรู้” ก็ยังไม่ดี เพราะผู้ฟังอาจแปลความหมายว่า การระลึกคือการคิดๆ เอาก็ได้ ในที่นี้โปรดทราบว่า ผู้เขียนไม่ต้องการใช้คำว่าระลึกรู้ในความหมายของการคิด หรือแม้แต่การพยายามจะรู้ แต่หมายถึงการ “รู้สึกๆ เอา” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรู้สึกถึงอาการปรากฏทางกาย และการรู้สึกถึงอาการปรากฏทางใจ ซึ่งจะให้ปนเปื้อนด้วยการคิดหรือการหลงคิดไม่ได้เลย) แต่บ่อยครั้งมากที่ในชั้นหลังเราไปแปลคำว่าสติว่า การกำหนดรู้ ซึ่งแสดงถึงความจงใจที่จะรู้ อันมีตัณหาอยู่เบื้องหลังของการกระทำดังกล่าว ดังที่อรรถกถามหาสติปัฏฐานสูตร ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า “สติอันกำหนดรู้รูปนามเป็นอารมณ์ เป็นทุกขสัจจ์ ตัณหาที่อยู่เบื้องหลังการกำหนดรู้รูปนามเป็นอารมณ์ เป็นสมุทัย”
ข. คำว่าอารมณ์ที่เป็นฝ่ายดีนั้นท่านระบุชัดว่า คำนี้มีความหมายเฉพาะ หมายถึงกาย เวทนา จิต ธรรม ไม่ได้หมายถึงอารมณ์ที่ดี เพราะกายเป็นรูป เป็นวิบากซึ่งไม่มีดีไม่มีชั่ว เวทนาเป็นนาม เป็นวิบากซึ่งไม่มีดีไม่มีชั่วเช่นกัน ส่วนจิตมีทั้งที่เป็นกุศล อกุศล และวิบาก ไม่ได้มีเฉพาะจิตที่ดีอย่างเดียว สำหรับธรรมซึ่งมีทั้งรูปและนาม จึงมีทั้งธรรมที่เป็นวิบาก เป็นกุศล และอกุศล การที่ท่านระบุว่ากาย เวทนา จิต และธรรมเป็นอารมณ์ที่เป็นฝ่ายดีนั้น อาจเป็นเพราะเป็นอารมณ์ที่เมื่อสติระลึกรู้แล้วสามารถบรรเทาหรือละความเห็นผิดในรูปนามเสียได้ คือละความเห็นผิดว่า รูปเป็นของงาม เวทนาเป็นสุข จิตเที่ยง และธรรมเป็นตัวตน เป็นต้น
(เชิญอ่านปริยัติธรรมต่อ)
2. อารมณ์ของสติปัฏฐาน อารมณ์ในสติปัฏฐานจำแนกได้ 4 ปัฏฐานคือ กาย เวทนา จิต และธรรม และมีทั้งอารมณ์ที่เป็นบัญญัติซึ่งใช้ในการทำสมถภาวนา และอารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์ซึ่งใช้ในการทำวิปัสสนาภาวนา ดังนี้
2.1 กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน คำว่ากายหมายความถึงที่ประชุมแห่ง (1) รูปธรรมคือกัมมชรูป (2) วิบากจิต และ (3) เจตสิกที่ประกอบจิตนั้น ส่วนคำว่ากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึงการตั้งมั่นในการตามระลึกรู้กายอยู่เนืองๆ แบ่งเป็น 14 บรรพ ได้แก่
2.1.1 อานาปานสติ ได้แก่ลมหายใจออก ลมหายใจเข้า ใช้ทำได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา คือถ้ากำหนดบัญญัติคือลมหายใจออก/เข้า ให้เป็นที่ตั้งแห่งการเพ่ง ก็เป็นสมถะ ถ้าระลึกรู้ความร้อนเย็นของลมที่กระทบริมฝีปากบนหรือปลายจมูก เพื่อรู้รูปธรรมจนเห็นไตรลักษณ์ ก็เป็นวิปัสสนา
ข้อสังเกตของผู้เขียน
ก. การที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ระลึกรู้ลมหายใจออกก่อนนั้น น่าจะเป็นด้วยการหายใจออกเป็นไปตามธรรมชาติ ส่วนการหายใจเข้านั้น ง่ายต่อการตั้งท่าปฏิบัติหรือเกิดความเกร็งทางกายและจิตใจ ซึ่งเป็นอุปสรรคทั้งในการทำสมถะและวิปัสสนา
ข. การเพ่งลมหายใจอันเป็นการทำสมถะ หากทำไปจนเกิดฌาน ก็สามารถใช้สติตามระลึกรู้องค์ฌานที่ดับไป เป็นการทำวิปัสสนาในแนวทางของสมถยานิก (ผู้มีสมถะเป็นยาน คือผู้ทำความสงบก่อนแล้วเจริญปัญญาในภายหลัง) ได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ถ้าพิจารณาดูคำสอนเรื่องอานาปานสติ จะเห็นได้ว่าท่านสอนถึงเรื่องการระงับกายสังขารหรือลมหายใจไว้ด้วย ซึ่งเป็นสภาวะที่จะปรากฏเมื่อจิตดำเนินถึงรูปฌาน 4 (ตามนัยแห่งพระสูตร) และรูปฌาน 5 (ตามนัยแห่งพระอภิธรรม) อันแสดงให้เห็นว่า การเจริญอานาปานสติจริงๆ นั้น ท่านน่าจะมุ่งเน้นสำหรับสมถยานิก จึงเป็นเรื่องยากที่ผู้คนทั่วไปจะเจริญสติโดยใช้อานาปานสติได้จริง
ค. ลมหายใจมีธรรมชาติที่ละเอียด อ่อนไหว และนุ่มนวลชวนเคลิ้มง่าย ยิ่งลมละเอียดก็ยิ่งยากที่สติสัมปชัญญะจะเกิดขึ้นได้ ดังนั้นผู้เจริญอานาปานสติจึงมักนั่งหลงเคลิบเคลิ้มลืมตัวกันเสียมาก นอกจากนี้การจะเฝ้ารู้รูปของลมหายใจจนเห็นลักษณะความเกิดดับของรูป (การทำลักขณูปนิชฌาน อันเป็นการเจริญวิปัสสนา) ก็ยากมาก แต่สิ่งที่เป็นไปได้ง่ายก็คือการเพ่งตัวลมหายใจ (การทำอารัมมณูปนิชฌาน อันเป็นการทำสมถะ) จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้เจริญอานาปานสติส่วนมากที่ผู้เขียนได้พบ มักเพลินอยู่กับความสุขความสงบ หรือเพ่งจ้องนิ่งแช่อยู่กับลมหายใจอันเป็นการทำสมถะ ยิ่งกว่าจะก้าวเข้าไปถึงขั้นการเจริญวิปัสสนาได้จริง
ง. แม้การเจริญอานาปานสติจะเหมาะกับสมถยานิก แต่ถ้าผู้ปฏิบัติอาศัยการระลึกรู้ลมหายใจออก/เข้า เพื่อเป็นฐานก้าวไปเจริญวิปัสสนาด้วยการระลึกรู้อารมณ์รูปนามในบรรพและปัฏฐานอื่น นอกเหนือจากอานาปานสติบรรพ กลับเป็นเรื่องที่พอจะกระทำได้ไม่ยากเกินไปนัก กล่าวคือ
– การระลึกรู้ลมหายใจแล้วเห็นถึงธาตุของลมหายใจ เป็นการเจริญสติปัฏฐานในธาตุมนสิการบรรพ ซึ่งตำราปริยัติธรรมมักสอนให้เจริญอานาปานสติโดยการรู้ธาตุไฟ แต่ความจริงจะรู้ธาตุอื่นด้วยก็ได้ คือถ้าระลึกรู้มวลของลมหายใจที่กระทบริมฝีปากบนหรือปลายจมูกเพื่อรู้รูปธรรมคือความอ่อนแข็งก็คือการรู้ธาตุดิน ถ้ารู้ความไหวของลมหายใจก็คือการรู้ธาตุลม หากรู้จนเห็นไตรลักษณ์ก็เป็นการเจริญวิปัสสนาได้เช่นกัน
– การระลึกรู้ความไหวของลมหายใจด้วยความรู้สึกตัว ก็อาจพลิกไปเป็นการเจริญสติปัฏฐานในสัมปชัญญบรรพได้
– การระลึกรู้ลมหายใจออก/เข้าไปอย่างสบายๆ แล้วพลิกสติไประลึกรู้เวทนาทางใจแทนการรู้ลม เป็นการทำเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เช่นหายใจไปแล้วเกิดรู้สึกถึงความสุขสงบใจหรือความอึดอัดใจที่เกิดขึ้นเป็นต้น หรืออาจพลิกสติไประลึกรู้จิตแทนการรู้ลม เป็นการทำจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐานก็ได้ เช่นรู้ว่าจิตเกิดราคะคือความพอใจในความสุขสงบที่เกิดจากการทำอานาปานสติ เป็นต้น

 
Back to content | Back to main menu