องคุลีมาล ทำไมท่านทำกรรมหนักมากแต่สามารถบรรลุธรรมและนิพพานได้ - dhamafortune

Newsletter Email Subscription *
English
Go to content

Main menu:

องคุลีมาล ทำไมท่านทำกรรมหนักมากแต่สามารถบรรลุธรรมและนิพพานได้

ธรรมะ

การที่จิตวิญญาณผู้เป็นตัวตนแก่น...แท้ในมนุษย์แต่ละคน จะสามารถหลุดพ้นออกไปจากระบบเอกภพนี้ได้เมื่อยามใดที่ทิ้งกายสังขาร (ตาย) นั้น แต่ละรูปธรรมจะต้องมีคุณสมบัติสำคัญดังนี้


1.จิตต้องว่างไปจากวิบากกรรม และพันธะกรรมทังปวง

"วิบากกรรม" ก็คือ กรรมที่กระทำไม่ถูกต้องต่อจิตวิญญาณของตนเอง เช่น ชอบแช่งด่าตนเอง อิจฉาตาร้อนคนอื่น ด่าคนอื่น-นินทาว่าร้ายผู้อื่นอยู่ในใจ คิดลบต่อผู้อื่น มองโลกในแง่ร้าย รักคนอื่นไม่ได้ ให้อภัยคนอื่นไม่เป็น โดยแม้จะเก็บกดพฤติกรรมที่จะทำไม่ดีไม่ถูกต้องต่อผู้อื่นเอาไว้ได้ก็ตาม แต่ถือเป็นบาปทางจิตไปแล้ว ถ้ายังมีนิสัยทางจิตเช่นนี้อยู่ก็ยังนิพพานไม่ได้ ที่ยังนิพพานไม่ได้ก็เพราะไม่สามารถเข้าถึงการใช้สติปัญญาของสมองตนเองได้ เหตุเพราะจิตไม่สงบสมดุล ถ้าใช้สมองไม่ได้คนๆนั้นก็จะเรียกว่า "มนุษย์" ไม่ได้ เพราะมนุษย์แปลว่า "ผู้มีจิตใจสูง" ผู้มีจิตใจสูงก็คือ ผู้ที่สามารถเข้าถึงอำนาจทางปัญญาของตนในการดำเนินชีวิตได้เท่านั้น


ดังนั้น คนที่เอาแต่ใช้อารมณ์ ความรู้สึก และดีแต่นึกไม่ฝึกคิดก่อนพูด คิดก่อนทำเหล่านี้ จึงเป็นพวกที่เรียกว่า "เป็นมนุษย์ไม่เป็น" เมื่อยังเป็นมนุษย์ไม่เป็นพอตายแล้วจิตวิญญาณนั้นก็นิพพานไม่ได้ เพราะยังมาเกิดเป็นมนุษย์ไม่สำเร็จอย่างไรล่ะ......
ส่วน "พันธะกรรม" ก็คือ กรรมที่มนุษย์แต่ละคนกระทำต่อผู้อื่น แล้วยังผลให้ผู้อื่นเกิดความอาฆาตโกรธแค้นมุ่งหวังจะแก้แค้นเอาคืน ไม่ยอมให้อภัย หรือเป็นกรรมที่ตนเองกระทำต่อผู้อื่น แต่ผู้อื่นมีสำนึกที่จะให้อภัย ในขณะที่ตนเองกลับไม่มีจิตสำนึกในการกระทำไม่ถูกต้องของตนต่อผู้อื่นนั้นแต่อย่างใด


ดังนั้น ถ้ามนุษย์คนไหนไม่มีจิตสำนึกที่จะให้อภัย (ให้อโหสิกรรม) แก่ใครก็ตามที่เขากระทำไม่ถูกต้องหรือผิดบาปต่อตนเอง มันจะยังผลให้เกิด "พันธะกรรม" ขึ้น อันเป็นเหตุปัจจัยนำไปสู่การมีภพชาติใหม่แห่งการเกิดของจิตวิญญาณของตนต่อไป นี่แสดงให้รู้ว่าเพียงแค่มนุษย์ไม่รู้จักให้อภัยในความผิดบาปของผู้อื่นก็ยังผลให้ต้องย้อนกลับมาเกิดใหม่เพื่อแก้ไขสภาวะจิตให้สูงขึ้นแล้ว.....
หากยังมีนิสัยเช่นนี้...ก็นิพพานไม่ได้ใช่ไหม?
นอกจากนั้น ถ้ามนุษย์คนไหนกระทำไม่ถูกต้องหรือผิดบาปต่อผู้อื่น แล้วไม่มีจิตสำนึกที่จะยอมรับในความผิดบาปของตนที่ก่อขึ้นนั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะไม่ใส่ใจ (ไม่แคร์) เป็นเพราะไม่รู้ เป็นเพราะขาดสติชั่วคราว เป็นเพราะความเข้าใจที่ผิด หรือเป็นเพราะความ...ประมาท ในกรณีใดกรณีหนึ่งที่กล่าวมานี้ การร้องขออภัย (ขออโหสิกรรม) ต่อผู้ที่ตนกระทำผิดบาปด้วยก็ย่อมไม่มี ใช่หรือไม่? เมื่อไม่มีจิตสำนึกขออโหสิกรรมหรือขอภัย มันจะยังผลให้สภาวะจิตที่เป็นเหตุแห่งความผิดบาปนั้น บันทึกจดจำความผิดบาปของตนนั้นเอาไว้อย่างมั่นคง ผลลัพธ์ก็คือ จิตไม่บริสุทธิ์ไม่สะอาด จึงเข้าถึงนิพพานไม่ได้อีกเช่นกัน...
การย้อนกลับมาเกิดใหม่เพื่อพบเจอเงื่อนไขสถานการณ์เดิมๆแบบในชาตินี้อีก จะได้มีโอกาสเรียนรู้ที่จะมีจิตสำนึกที่ถูกต้องและแก้ไขปรับปรุงตนเองได้ หากทำสำเร็จในชาติใหม่ รหัสกรรมที่จิตวิญญาณบันทึกไว้ในคดีนี้ก็จะเป็นโมฆะทันที


กรณีพันธะกรรม ในประเด็นสุดท้าย ที่มนุษย์โลกส่วนใหญ่ในทุกเชื้อชาติศาสนาต้องเผชิญปัญหากับมันมากที่สุด ซึ่งเป็นเหตุปัจจัยที่ทำให้นิพพานไม่ได้เหมือนกัน นั่นคือ พอกระทำกรรมไม่ดีต่อกันแล้ว ผลปรากฏว่าฝ่ายหนึ่งไม่มีสำนึกที่จะให้อภัยหรือให้อโหสิกรรม และอีกฝ่ายหนึ่งก็ไม่มีสำนึกในผิดบาปของตนที่กระทำต่อเขา การร้องขออภัยหรือขออโหสิกรรมจากจิตสำนึกแท้จริงจึงไม่มี ทำให้เกิด "หนี้เวร-หนี้กรรม" ต่อกันขึ้นมาแทน ซึ่งทั้งคู่จำต้องย้อนกลับมาเกิดใหม่เพื่อรับผิดชอบชดใช้และแก้ไขร่วมกันอีกในภพชาติต่อไป....อีกเหมือนกัน


2.จิตจะต้องว่างไปจาก "ผลกรรมด้านลบ" ทั้งปวงอย่างสิ้นเชิง


กรณีในข้อ 1 นั้น เป็นความรู้ที่ต้องการจะบอกว่า ถ้ายังก่อกรรมใหม่หรือทำผิดเช่นนั้นอยู่ซ้ำซากอย่างขาดจิตสำนึกในผิดบาปแล้ว มนุษย์นั้นไม่ว่าใคร จะเป็นชาวบ้านหรือนักบุญนักบวชก็นิพพานไม่ได้... หลุดพ้นไม่สำเร็จด้วยกันทั้งนั้น,,,,,
แต่มาในข้อ 2 นี้ ต้องการเน้นให้รู้ว่าถ้ามนุษย์นั้นยังมีผลกรรมเก่าที่ค้างคาอยู่เพราะยังไม่ได้รับการแก้ไข และยังไม่ได้รับการขอ-ให้อภัยหลงเหลืออยู่แม้เพียงเศษเสี้ยวแห่งกรรม จิตวิญญาณของมนุษย์ผู้นั้นก็ยังมิอาจข้ามผ่านเข้าสู่การหลุดพ้นหรือนิพพานได้เช่นเดียวกัน เข้าทำนองว่า....
ถ้าจะเป็นไทแก่ตนได้ "หนี้เก่าต้องชดใช้ หนี้ใหม่ต้องไม่ก่อ" คุณเห็นด้วยมั้ย?
3.ถ้าจะนิพพานได้ จิตใจต้อง "ปภัสสร"
เพราะผู้ที่ชำระจิตจนปภัสสร คือ ผู้ที่เข้าถึงซึ่งการเป็นผู้มีจิตใจสูง และสามารถเป็นมนุษย์โดยใช้จิตวิญญาณในการดำเนินชีวิตได้อย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ เป็นผู้ที่รู้จักรัก รู้จักให้ รู้จักใช้ปัญญา และว่างไปจากอารมณ์หยาบๆรายวันทั้งหมดได้อย่างสิ้นเชิง เช่น โลภ โกรธ หลง เป็นต้น


เมื่อสภาวะจิตเข้าถึงความปภัสสรที่ว่านี้ได้จนเป็นธรรมชาติของตนเองไปในวันหนึ่งข้างหน้า พระพุทธเจ้าทรงเรียกสภาวะจิต ณ ระดับนั้นว่า "อุเบกขา" ไงครับ


ผู้ที่มีสภาวะจิตถึงขั้นอุเบกขาได้ จะไม่มีวันก่อกรรมใหม่ให้ตนเองและใครๆเดือดร้อนได้อีก และแน่นอนว่าจะสามารถข้ามผ่านกรรมเก่าทั้งหมดทุกรูปแบบที่ค้างคามาจากภพชาติก่อนๆได้อย่างสง่างามยิ่ง ด้วยวิธีข้ามผ่าน 2 รูปแบบ คือ แบบแรกต้องผจญมารหรือสถานการณ์นั้นๆโดยตรง และแบบที่สองต้องข้ามผ่านกรรมเก่านั้นๆได้ด้วยปัญญาญาณ ด้วยการใช้พลังทางจิตสำนึกในการรู้ถูกผิดดีชั่วหรือบาปบุญคุณโทษใดๆด้วยตัวเอง


4.จิตวิญญาณมนุษย์จะสามารถเข้านิพพานไม่ได้ แม้จะสำเร็จในสามประการที่กล่าวมาแล้ว นั่นคือ ต้องทำสามเหลี่ยมกับพระบิดาหรือองค์จิตจักรวาลเท่านั้น


มนุษย์จะต้องรู้ว่า การตายของมนุษย์ในนาทีใดนั้นมันหมายถึงว่า จิตวิญญาณผู้เป็นแก่นแท้ของตนจะต้องมีเป้าหมายปลายทางด้วยว่า ถ้าทันทีที่หลุดออกจากร่างนั้นแล้ว ตนจะต้องไปทางไหน? และไปไหน? ถ้ามนุษย์คนนั้นไม่รู้ ไม่เคยคิดไว้ในตอนมีชีวิตอยู่ หรือยังหาคำตอบไม่ได้ เมื่อตายแล้วจิตวิญญาณก็จะไม่อาจไปไหนได้ เพราะขาดเป้าหมาย ตายตรงไหนก็วนเวียนอยู่แถวนั้น...ชั่วนาตาชาติ หากท่านพระยายมมิเมตตาส่งยมฑูตมาพาตัวไปสู่นรกภูมิ ก็เห็นท่าว่าจะไปไม่เป็นเลยทีเดียว


ถ้าคนไหนตอนเป็นมนุษย์เป็นคนดี หมั่นทำบุญเป็นประจำ ภาวนาก็คิด อธิษฐานก็ขอ เช่น ขอให้กุศลผลบุญหนุนไปนิพพาน แม้จะมีบุญบารมีที่สั่งสมไว้มากพอแต่ก็ไม่อาจสำเร็จผลดังประสงค์ได้ เพราะไม่รู้ว่านิพพาน คือ อย่างไร? ทำไมต้องนิพพาน? นิพพานอยู่ที่ไหน?
การที่จะเข้าใจเรื่องนิพพานได้ มนุษย์จะต้องตอบตนเองให้ได้ว่า


ตนเองเป็นใคร...มาจากไหน...ใครให้มาเกิด...มาเกิดเป็นมนุษย์ทำไม...ตนมีหน้าที่ต้องทำสิ่งใดบ้าง...เป็นรหัสลับที่ต้องรู้ ถ้ารู้จริงรู้แจ้งในสิ่งนี้แล้วนั่นเท่ากับว่า มนุษย์คนนั้นได้เข้าถึงซึ่ง "การเป็นคน 3 มิติ" อย่างสมบูรณ์แล้วนั่นเอง คนสามมิติจะระลึกรู้ว่า


1.ตนเองกับจิตวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกัน


2.จิตวิญญาณของตนเป็นหนึ่งเดียวกันกับ ตัวตนภาคแรกที่สูงส่งในแดนสุญตา


3.ตัวตนภาคแรกที่สูงส่งของตน เป็นหนึ่งเดียวกันกับองค์จิตจักรวาลดวงใหญ่ หรือพระบิดา ที่ศาสนาอื่นเขากล่าวพระนามพระองค์ว่า "พระเจ้า" ไงครับ


คนบางคนตอนมีชีวิตอยู่มีนิสัย คือ หาสมบัติ หวงสมบัติ พอตายแล้วจิตวิญญาณก็จะไปตามเป้าหมายนั้น คือ สมบัติฝังที่ไหนก็จะไปเฝ้าตรงนั้น ไปไหนไม่ถูก ไปไหนไม่ได้ และไปไหนไม่เป็น เพราะจิตวิญญาณคิดไม่ออก.... คุณเคยได้ยินเรื่องปู่โสมยายสาเฝ้าทรัพย์มั้ย...ล่ะ? จิตวิญญาณนั้นทุกข์มั้ย?
บางคนตอนเป็นมนุษย์ เป็นคนประพฤติดีมีศีลธรรมก็จริง ทำบุญแต่ละทีทำดีแต่ละครั้งก็ได้แต่อธิษฐานว่า "ทำบุญเบื้องล่าง ขอไปสร้างเบื้องบน ทำบุญหลายหนขอให้เกิดกุศลหลายครั้งๆๆๆ...."
ในความคิดคำนึงนั้นเข้าใจว่า ทำบุญกุศลแล้วจะไปสร้างวิมานในอากาศ (สวรรค์)โดยไม่รู้ว่าจิตมนุษย์นั้นมันสามารถนิรมิต (เนรมิต) อะไรก็ได้ในจินตนาการ จะเป็นโบสถ์วิหารหรือเวียงวังชดช้อยขนาดไหน จิตมนุษย์สร้างมันขึ้นมาได้ทั้งนั้นแต่มันก็เป็นแค่เพียงมายานั่นเอง พอตายไปแล้วจิตมันก็จะพาไปสู่ที่ตรงนั้นเพราะตอนเป็นมนุษย์ดันไปเข้าใจว่ามันคือสถานที่ๆจะทำให้ตนมีความสุข ดั่งใครๆเรียกว่า "สู่สุขคติ" หรือไปที่ชอบๆนั่นแหละ ถ้าก่อนตายจิตมันงมงายแบบนี้บุญที่ก่อไว้ตั้งมากมายก็น่าเสียดาย เพราะมันกลายเป็นมายาแดนสวรรค์ไปหมด จนนิพพานไม่ได้ตามที่ปรารถนา.... เกิดกี่ภพกี่ชาติก็ไม่เคยเปลี่ยนวิธีคิด ไม่เคยเลิกการยึดติด โลกจึงมีผู้คนอย่างล้นหลามแต่กลับไม่สง่างามทางจิตวิญญาณเพราะการไม่รู้จักตนเอง ไม่เข้าใจนิพพาน และความงมงายลุ่มหลงในมายาทั้งปวงเป็นสาเหตุหลักทั้งสิ้น


ทำไมองคุลีมาลนิพพานได้?...ใช้วิธีใด?
มนุษย์จะต้องรู้ว่า เรื่องเล่าจากชาดกครั้งที่พระพุทธองค์ทรงโปรดองคุลีมาลนั้น ทันทีที่องคุลีมาลได้ฟังพระกระแสรับสั่งว่า "เราน่ะหยุดแล้ว...ท่านสิ...ยังไม่หยุด" องคุลีมาล get ทันที นั่นคือ เกิดสติทางวิญญาณขึ้นอย่างฉับพลัน เพราะพระพุทธองค์ทรงใช้พลังความรักเมตตาและพระดำรัสเป็นตัวกระตุ้นกระตุกต่อมคิดต่อมปัญญาญาณ เพื่อสั่นสะเทือนทางจิตวิญญาณขององคุลีมาลอย่างแรง จึงช่วยให้องคุลีมาลที่สภาวะจิตในขณะนั้นหม่นมัว ปัญญาญาณมืดบอด ถูกกระชากให้สั่นสะเทือนสูงขึ้นทางด้านบวกอย่างเฉียบพลัน การมีสำนึกในผิดถูกดีชั่วและบาปบุญคุณโทษในการกระทำของตนจึงเกิดขึ้นมาได้ก่อนที่จะสายเกิน เพราะเหลือแต่การทำมาตุฆาตแม่ตัวเองแค่เพียงคนเดียวเท่านั้นแล้ว....
เห็นหรือยังว่า....
ถ้าเพียงแค่มนุษย์รู้สำนึกผิดด้วยจิตหยาบ รู้ที่จะสำนึกบาปด้วยจิตวิญญาณ ในกรรมที่ตนกำลังกระทำอยู่ ในกรรมที่ตนกำลังจะกระทำ หรือในกรรมใดๆที่ตนได้กระทำไปแล้วในอดีตกาลผ่านมา บุรพกรรมหรือวิบากกรรมทั้งหมดของตนนั้นก็จะเป็นโมฆะหรือว่างอย่างหมดสิ้น ณ บัดนั้น...นี่คือมหัศจรรย์แห่งจิตล่ะคุณเอ๊ย... ดีกว่าเอามันมาใช้ตัดตะเกียบ หรือคิดชั่วต่อคนอื่นๆว่ามั้ย?
พอองคุลีมาลเกิดการสำนึกในผิดบาปของตนได้อย่างสิ้นเชิงแล้ว (คงต้องใช้เวลาฟังพระเทศนาของพระศาสดาอยู่พอสมควร) วิบากกรรมจึงไม่มีเหลือแล้ว คราวนี้ก็เหลือแต่ "พันธะกรรม" เท่านั้นที่องคุลีมาลต้องรับผิดชอบแก้ไข ไม่งั้นนิพพานไม่ได้ สิ่งที่องคุลีมาลทำ...ก็คือ กราบทูลขออุปสมบทเป็นพระภิกษุสาวกของพระพุทธองค์ไงครับ....เมื่อบวชแล้วสิ่งที่องคุลีมาลทำต่อก็คือ รักษาจิตให้บริสุทธิ์ฝึกกรรมฐานตามวิธีพุทธะ เพื่อสร้างสมถะหรือฝึกพลังจิต แล้วใช้พลังจิตขั้นสูงบรรลุธรรมที่สูงกว่าไปเรื่อยๆจนรู้แจ้งเห็นแจ้ง โดยมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเป็นสรณะ ในที่สุดก็บรรลุธรรมขั้นสูงเป็นพระอรหันตสาวกได้เช่นกัน


ระหว่างนั้น พระองคุลีมาลก็ใช้วิธีร้องขออโหสิกรรมและให้อโหสิกรรมแก่ผู้ที่ตนเคยเกี่ยวเวรเกี่ยวกรรมร่วมกันมาในทุกภพชาติ เพราะตนสามารถระลึกชาติได้แล้ว โดยใช้พลังบุญบารมีทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นพลังบวก แผ่เป็นพลังบารมีให้แก่ผู้เกี่ยวข้องที่สภาวะจิตยังติดลบอยู่เพราะตนเองเคยเป็นต้นเหตุจนครบถ้วนทุกรายทุกกรณี.... ในบั้นปลายอรหันต์องคุลีมาลจึงสามารถเข้าถึงนิพพานได้ด้วยประการฉะนี้แล.....
อาจมีคำถามสุดท้ายเพิ่มมาว่า จะนิพพานได้หรือเพราะยังไม่เห็นสามเหลี่ยมที่ทำกับพระบิดาเลย


คำตอบก็คือ พระอรหันต์ทุกรูปธรรมที่เป็นอัครสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้านั้น ต่างล้วนทำสามเหลี่ยมกับพระพุทธองค์ โดยมีพระพุทธองค์เป็นยอดสามเหลี่ยมด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน ก็ทรงหลุดพ้นออกไปจากเอกภพกลับคืนสู่แดนสุญตาที่ทรงจากมาเสียนานได้เป็นผลสำเร็จแล้ว ก็ทรงประทับอยู่ที่นั่นตลอดมา เมื่อองคุลีมาลหรืออรหันต์องค์ใดสามารถหลุดพ้นได้ จิตวิญญาณของท่านเหล่านั้นก็จะเดินทางมุ่งสู่ยอดสามเหลี่ยมทันทีไม่มีไปทางอื่นแล้ว ดังนั้น การที่จิตวิญญาณตามเสด็จพระพุทธองค์ไปก็คือการนิพพานนั่นเอง อย่าถามนะว่า....แล้วคนที่นับถือพระพุทธเจ้า ยึดพระองค์เป็นสรณะดังเช่นพระองคุลีมาลน่ะ เมื่อทิ้งกายสังขารแล้วทำไมนิพพานอย่างองคุลีมาลไม่ได้...บวชนานแล้วใยนิพพานไม่ได

 
Back to content | Back to main menu