วิธีเจริญวิปัสสนาฆ่าความโกรธ - dhamafortune

Newsletter Email Subscription *
English
Go to content

Main menu:

วิธีเจริญวิปัสสนาฆ่าความโกรธ

ธรรมะ


ส่วนการเจริญวิปัสสนากรรมฐานสลายความโกรธนั้นมีหลากหลายวิธี ซึ่งอาจเริ่มจากวิธีที่เป็นพื้นฐานง่ายๆ ที่ใครก็สามารถปฏิบัติได้โดยไม่จำกัดเพศ วัย ดังนี้


การดูลมหายใจ (อานาปานัสสติ) คือ การส่งจิตดูลมหายใจเข้าออก ลมหายใจเข้าก็รู้ ลมหายใจออกก็รู้ ลมหายใจเข้ายาวก็รู้ ลมหายใจออกยาว ก็รู้ ลมหายใจเข้าสั้นก็รู้ ลมหายใจออกสั้นก็รู้ ตามรู้ลมหายใจไปเรื่อยๆ จิตจะเป็นสมาธิ พอจิตเป็นสมาธิก็จะเกิดสติคือความตื่นรู้ทางกายและจิต


การเจริญสติในชีวิตประจำวัน คือ การที่เราทำอะไรก็ตามให้เอาสติใส่เข้าไปในการคิด การพูด การทำ การยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ ทุกอิริยาบถด้วย เช่น กินก็กินช้าๆ เคี้ยวก็เคี้ยวช้าๆ พยายามทำทุกอย่างช้าลงแล้วสติของเราก็จะเพิ่มขึ้น


ดูกาย คือสังเกตดูรูปร่างสังขารของเราที่กำลังเคลื่อนไหว ดูลมหายใจที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ทุกขณะ เอาสติไปจับจ้องกายที่กำลังเคลื่อนไหวแล้วเราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงของกาย เพราะกายที่เคลื่อนไหวอยู่นั้นมันเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ไม่มีอะไรแน่นอนสักอย่าง กายไม่ใช่เรา เราก็ไม่ใช่กาย พอรู้ว่ากาย ไม่ใช่เราเราไม่ใช่กาย เป็นแค่เหตุปัจจัยไหลเลื่อนไปตามธรรมชาติ ใครมาว่ากายอะไรของเราเราก็ ไม่แอ่นอกออกไปรับ เพราะมันไม่มีตัวกูของกูอยู่ ในกาย มันมีแค่กายล้วนๆ นี้คือดูกาย


ดูเวทนา คือดูความรู้สึกชอบใจ ไม่ชอบใจ สุขหรือทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ หรือความรู้สึกเป็นกลางๆ ไม่ชอบไม่ชัง เราก็สังเกตความรู้สึกของเรา ถ้าสังเกตอย่างลึกซึ้ง ก็จะเห็นว่าความรู้สึกของเราก็เปลี่ยนแปลงเหมือนกัน เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป มีแต่ความรู้สึก ความรู้สึกเกิดขึ้นเดี๋ยวก็เปลี่ยนเป็นสุข พอสุขเกิดขึ้นเดี๋ยวก็เปลี่ยนเป็นทุกข์ สุขๆ ทุกข์ๆ สับเปลี่ยนกันอย่างนี้ ถ้าเราเข้าใจจิตดีก็มาถึง บทสรุปที่ว่าความรู้สึกนั้นก็ไม่แน่ พอความโกรธเกิดขึ้นความโกรธก็ไม่แน่ มันเกิดได้เดี๋ยวมันก็ดับได้


ดูจิต คือดูความคิดของเราที่มันกำลังไหว กระเพื่อม ถ้าเราเอาสติไปเฝ้ามองที่ความคิด ของเรา สักพักหนึ่งความคิดที่มันก่อตัวก็จะหายไป มันจะไม่พาเราคิด


ดูธรรม คือดูอาการต่างๆ ซึ่งเกิดขึ้นในจิตของเราทั้งหมด ทั้งฝ่ายดีฝ่ายชั่ว ให้เราจับตาดู วันหนึ่งจะมีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในจิตของเรา วันหนึ่งจะมีสิ่งชั่วๆ เกิดขึ้นในจิตเราร้อยแปดพันเก้า ถ้าจับตาดูจิตเราก็จะเห็นว่าแท้ที่จริงจิตนั้นมีธรรมชาติเป็นอย่างไร บางทีมันก็สว่างโพลงขึ้น บางที่มันก็ มืดมัวลงไป เมื่อดูเข้าไปลึกซึ้ง เราก็จะเห็นว่า จิตนั้นแท้ที่จริงก็มิได้มีตัวตนอะไร จิตก็คือความว่าง มิใช่จิตของเรา มิใช่จิตของเขา


เมื่อเฝ้าสังเกตกาย เวทนา จิต ธรรมอย่าง ลึกซึ้ง เราจะค้นพบความจริงของธรรมชาติอย่างหนึ่งว่าตัวเราไม่มี ตัวเขาไม่มี ชีวิตก็คือกระบวนการของธรรมชาติที่ไหลสืบเนื่องกันไปเป็นกระแส ไม่มีตัวเราไม่มีตัวเขา เวลามีใครมาด่าเราเราก็ไม่แล่นออกไปรับคำด่าและตัวเราก็ไม่คิดจะด่าใคร เพราะเราเข้าใจแล้วว่าจิตที่ตื่นรู้แล้วนั้นไม่มีทางที่จะไปด่าใครได้


ถ้าเข้าใจสัจธรรมชีวิตลึกซึ้ง เข้าใจกระบวนการการทำงานของจิต ตัวเราก็ไม่เป็นที่ตั้ง ของความโกรธ คนอื่นก็ไม่เป็นที่ตั้งของความโกรธ ทั้งตัวเราตัวเขาเอาเข้าจริงก็ไม่มี เมื่อตัวเราตัวเขาไม่มีความโกรธจะมีได้อย่างไร เพราะตัวความโกรธนั้นเกิดขึ้นจากการยึดติดถือมั่นในอัตตา ของเรานี่เอง และหากถอดถอนอัตตาออกได้ความโกรธก็ไม่มีที่เกาะ


________
การสร้างบุญบารมี


โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก


บุญ เครื่องชำระสันดาน, ความดี, กุศล, ความสุข, ความประพฤติชอบทางกายวาจาและใจ, กุศลธรรม


บารมี คุณความดีที่บำเพ็ญอย่างยิ่งยวด เพื่อบรรลุจุดหมายอันสูงยิ่ง มี ๑๐ คือ ทาน, ศีล เนกขัมมะ, ปัญญา, วิริยะ, ขันติ, สัจจะ, อธิษฐาน, เมตตา, อุเบกขา


วิธีสร้างบุญบารมีในพระพุทธศาสนามีอยู่ ๓ ขั้นตอนคือการให้ ทาน การถือศีล และการเจริญภาวนา ที่นิยมเรียกกันว่า “ทาน ศีล ภาวนา”


การให้ทานหรือการทำทานนั้น เป็นการสร้างบุญที่ต่ำที่สุด ได้บุญน้อยที่สุด ไม่ว่าจะทำมากอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากไปกว่าการถือศีลไปได้


การถือศีลนั้นแม้จะมากอย่างไร ก็ไม่มีทางที่จะได้บุญมากเกินไปกว่าการภาวนาไปได้


การเจริญภาวนานั้น จึงเป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงที่สุด ได้มากที่สุด ในทุกวันนี้เรารู้จักกันแต่การให้ทานอย่างเดียว เช่นการทำบุญตักบาตร ทอดกฐิน ทอดผ้าป่า สละทรัพย์สร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ส่วนการถือศีล แม้จะได้บุญมากกว่าการทำทาน ก็ยังมีการทำเป็นส่วนน้อย


อานิสงส์ของสมาธินั้น มีมากกว่าการรักษาศีลอย่างเทียบกันไม่ได้ ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสว่า "แม้จะได้อุปสมบทเป็นภิกษุรักษาศีล ๒๒๗ ข้อ ไม่เคยขาด ไม่ด่าวพร้อยมานานถึง ๑๐๐ ปี ก็ยังได้บุญกุศลน้อยกว่าผู้ที่ทำสมาธิเพียงให้จิตสงบนานเพียงชั่วไก่กระพือปีก ช้างกระดิกหู" คำว่า "จิตสงบ" ในที่นี้หมายถึงจิตที่เป็นอารมณ์เดียวเพียงชั่ววูบ ที่พระท่านเรียกว่า "ขนิกสมาธิ" คือสมาธิเล็ก ๆน้อย ๆ สมาธิแบบเด็ก ๆที่เพิ่งหัดตั้งไข่ คือหัดยืนแล้วก็ล้มลงแล้วก็ลุกขึ้นยืนใหม่ ซึ่งเป็นอารมณ์จิตที่ยังไม่ตั้งมั่น สงบวูบลงเล็กน้อยแล้วก็รักษาไว้ไม่ได้ ซึ่งยังห่างไกลต่อการที่จิตถึงขั้นเป็นอุปจารสมาธิและฌาน แม้กระนั้นก็ยังมีอานิสงส์มากมายถึงเพียงนี้ โดยหากผู้ใดทรงจิตอารมณ์อยู่ในขั้นขณิกสมาธิแล้วบังเอิญตายลงในขณะนั้น อานิสงส์นี้จะส่งผลให้ไปบังเกิดในเทวโลกชั้นที่ ๑ คือชั้นจาตุมหาราชิกา หากจิตยึดไตรสรณคมน์(มีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันสูงสุดด้วย ก็เป็นเทวดาชั้นที่ ๒ คือ ดาวดึงส์)
การทำสมาธิเป็นการสร้างบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ ลงทุนน้อยที่สุดเพราะไม่ต้องเสียเงินเสียทอง ไม่ได้เหนื่อยยากต้องแบกหามแต่อย่างใด เพียงแต่คอยระวังรักษาสติ คุ้มครองจิตมิให้แส่ส่ายไปสู่อารมณ์อื่น ๆ โดยให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น การทำทานเสียอีกยังต้องเสียเงินเสียทอง การสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาโรงธรรมยังต้องเสียทรัพย์ และบางทีก็ยังต้องเข้าช่วยแบกหามเหนื่อยกาย แต่ก็ยังได้บุญน้อยกว่าการทำสมาธิอย่างเทียบกันไม่ได้


อย่างไรก็ดี การเจริญสมถภาวนาหรือสมาธินั้น แม้จะได้บุญอานิสงส์มากมายมหาศาลอย่างไร ก็ยังไม่ใช่บุญกุศลที่สูงสุดยอดในพระพุทธศาสนา หากจะเปรียบกับต้นไม้ก็เป็นเพียงเนื้อไม้เท่านั้น


การเจริญวิปัสสนา (การเจริญปัญญา) จึงจะเป็นการสร้างบุญกุศลที่สูงสุดยอดในพระพุทธศาสนา หากจะเปรียบก็เป็นแก่นไม้โดยแท้


อนึ่ง พระพุทธองค์ได้ตรัสเอาไว้ว่า "ผู้ใดมีปัญญาพิจารณาจนจิตเห็นความจริงว่า ร่างกายนี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน คน สัตว์ แม้จะนานเพียงชั่วช้างยกหูขึ้นกระดิก ก็ยังดีเสียกว่าผู้ที่มีอายุยืนนานถึง ๑๐๐ ปี แต่ไม่มีปัญญาเห็นความจริงดังกล่าว" กล่าวคือ แม้ว่าอายุของผู้นั้นจะยืนยาวมานานเพียงใด ก็ย่อมโมฆะเสียเปล่าไปชาติหนึ่ง จัดว่าเป็น "โมฆะบุรุษ" คือบุรุษที่สูญเปล่า


การที่จะเจริญวิปัสสนาภาวนาได้ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพยายามทำสมาธิให้ได้เสียก่อน หากทำสมาธิยังไม่ได้ ก็ไม่มีทางที่จะเกิดวิปัสสนาปัญญาขึ้น สมาธิจึงเป็นเพียงบันไดขั้นต้นที่ก้าวไปสู่การเจริญวิปัสสนาปัญญาเท่านั้น ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสไว้ว่า "ผู้ใดแม้จะทำสมาธิจิตเป็นฌานได้นานถึง ๑๐๐ ปี และไม่เสื่อม ก็ยังได้บุญน้อยกว่าผู้ที่มองเห็นความเป็นจริงทีว่า สรรพสิ่งทั้งหลายอันเนื่องมาจากการปรุงแต่ง ล้วนแล้วแต่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แม้จะเห็นเพียงชั่วขณะจิตเดียวก็ตาม" ดังนี้ จะเห็นได้ว่าวิปัสสนานั้น เป็นสุดยอดของการสร้างบารมีโดยแท้จริง และการกระทำก็ไม่เหนื่อยยากลำบาก ไม้ต้องแบกหาม ไม่ต้องลงทุนหรือเสียทรัพย์แต่อย่างใดแต่ก็ได้กำไรมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการให้ทานเหมือนกับกรวด และทราย ก็เปรียบวิปัสสนาได้กับเพชรน้ำเอก ซึ่งทานย่อมไม่มีทางที่จะเทียบกับศีล ศีลก็ไม่มีทางที่จะเทียบกับสมาธิ และสมาธิก็ไม่มีทางที่จะเทียบกับวิปัสสนา


แต่ตราบใดที่เราท่านทั้งหลายยังไม่ถึงฝั่งพระนิพพาน ก็ต้องเก็บเล็กผสมน้อย โดยทำทุกๆทางเพื่อความไม่ประมาท โดยทำทั้งทาน ศีล และภาวนา สุดแล้วแต่โอกาสจะอำนวยให้ จะถือว่าการเจริญวิปัสสนาภาวนานั้นลงทุนน้อยที่สุด แต่ได้กำไรมากที่สุดก็เลยทำแต่วิปัสสนาอย่างเดียวโดยไม่ยอมลงทุนทำบุญให้ทานใดๆไว้เลย เมื่อเกิดชาติหน้าเพราะเหตุที่ยังไม่ถึงฝั่งพระนิพพานก็เลยมีแต่ปัญญาอย่างเดียวไม่มีจะกินจะใช้ ก็เห็นจะเจริญวิปัสสนาให้ถึงฝั่งพระนิพพานไปไม่ได้เหมือนกัน

 
Back to content | Back to main menu